
นัยของผลการเลือกตั้งซ่อมเขตหกที่ กทม.
ประการที่หนึ่ง แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์นั้นเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งอย่างไม่ (ควร) ต้องสงสัย เพราะเขตเลือกตั้งดังกล่าวนี้จากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเป็นเขตที่ประชาธิปัตย์เป็นเจ้าของพื้นที่อยู่ แต่การเป็นเจ้าของพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็
สอง ลักษณะทางประชากรของพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่มีสองส่วนต่อเนื่องกัน คือพื้นที่กึ่งเมืองสองเขต (บึงกุ่ม คันนายาว) และพื้นที่เขตกึ่งชนบทอีกสองเขต (คลองสามวา หนองจอก) ดูได้จากตัวพื้นที่เองที่สองเขตแรกจะเล็กแต่มีประชากรมาก สองเขตหลังจะมีพื้นที่มาก แต่มีประชากรน้อย
มิหนำซ้ำการเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้ยังไม่มีตัวแปรเรื่องพรรคการเมืองใหม่ และพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ด้วย ประเด็นต่อเนื่องก็คือถ้าการเลือกตั้งครั้งนี้จะสะท้อนถึงทิศทางการเลือกตั้งในครั้งหน้า ตัวแปรเหล่านี้ก็จะยิ่งมีบทบาทมากขึ้น
ประการที่สอง บทบาทของการมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินย่อมมีความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวและไม่ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวในพื้นที่ แต่ทั้งนี้เงื่อนไขประวัติศาสตร์และลักษณะทางประชากรที่ได้กล่าวให้ฟังแล้วย่อมมีความสำคัญ รวมทั้งการที่นับคะแนนในหน่วยย่อยก็ทำให้เราทราบได้ว่า เสียงของแต่ละหน่วยอยู่ฝ่ายไหน ซึ่งทำให้บรรยากาศบางอย่างเอื้อต่อการแสดงออกซึ่งเสรีภาพได้
และในขณะเดียวกันเงื่อนไขตัวผู้สมัครเองก็มีความสำคัญ...พูดง่ายๆ ว่า ถ้าผู้สมัครไม่ใช่คุณก่อแก้ว แต่เป็นคุณณัฐวุฒิ ผมว่าคะแนนของเพื่อไทยอาจมีมากกว่านี้
ประการที่สาม พรรคเพื่อไทยเองก็ต้องพิจารณาตัวเองด้วย เพราะว่าที่ผ่านมานั้นพรรคเพื่อไทยประสบปัญหาเรื่องของการ (เป็นผู้) นำ (leadership) อยู่มาก จนถึงวันนี้หัวหน้าพรรคเองก็ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก การจัดวางความสัมพันธ์ของแต่ละคนในพรรคก็ไม่สำคัญ แต่ถ้าพิจารณาอีกด้าน เราพบว่ารูปแบบการจัดความสัมพันธ์ในขบวนการเสื้อแดงกลับมีความชัดเจนกว่า และระดมการสนับสนุนจากผู้สนับสนุนมิใช่น้อย
นอกจากนี้ สิ่งที่เราเห็นจากการนับคะแนนก็คือ คนกล้าใส่เสื้อแดงออกไปเชียร์การนับคะแนน และคะแนนของเสื้อแดงก็ไม่ได้ทิ้งห่างพรรคประชาธิปัตย์มากนัก ในพื้นที่ที่ไม่ใช่พื้นที่ชี้ขาด ประเด็นนี้จะกลับมาตามหลอกหลอนคนที่กล้าฟันธงง่ายๆ ว่า ผลการเลือกตั้งนี้คือสัญญาณว่าประชาชนเห็นด้วยกับกระบวนการปรองดองข้างเดียวของรัฐบาล
ประการที่สี่ จะเข้าใจเรื่องความเป็นเจ้าของพื้นที่ของประชาธิปัตย์นั้นจะต้องย้อนกลับไปเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของการบริหารกรุงเทพมหานครที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นเจ้าของพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
การเป็นเจ้าของพื้นที่อย่างต่อเนื่องจากยุคคุณอภิรักษ์ มาถึง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ นั้นไม่ใช่แค่ความนิยมในตัวผู้นำ หรือเป็นเรื่องของจังหวะขาขึ้นของประชาธิปัตย์กับพื้นที่มหานครที่มีความวูบไหวทางการเมืองได้เสมอๆ
แต่ประเด็นที่แท้จริงอยู่ที่ว่า พรรคประชาธิปัตย์นั้นทำให้ กทม.กลายเป็นกระทรวงที่ 21 ของประเทศที่ผูกขาดโดยพรรคประชาธิปัตย์ โดยดูจากงบประมาณมหาศาล และการที่พรรคเองก็ส่งสมาชิกเข้ามานั่งเป็นผู้บริหารมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากยุคแรกๆ ของการบริหาร กทม. ที่เน้นเอาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาดำรงตำแหน่งต่างๆ ใน กทม.
เอาล่ะครับ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ต้องตั้งสติและตั้งหลักกันให้แม่นๆ ภายใต้บรรยากาศอันน่ายินดีของชัยชนะครั้งนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ครับ



