
สัญญาณอันตราย
ในที่สุดปรากฏการณ์ที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะเกิดขึ้น ภายหลังที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กระชับพื้นที่ยุติการชุมนุมของคนเสื้อแดง ก็เริ่มปรากฏขึ้น พลันที่เสียงระเบิดเอ็ม 67 ดังสนั่น บริเวณป้ายรถเมล์หน้าห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ราชประสงค์ เมื่อเย็นวันอาทิต
และบาดเจ็บจำนวนหนึ่งนั้น มิได้มีนัยสำคัญมากไปกว่า อันตรายจากขบวนการใต้ดิน ที่ดูเหมือนยังทรงพลานุภาพที่จะก่อเหตุทำลายล้าง แม้ในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งมีประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นเป้าหมาย เหตุระเบิด ครั้งนี้ซ้ำรอยกับเหตุระเบิดเมื่อห้วงระยะเวลาปลายปี 2549 ในสถานที่เดียวกัน ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ ถึงแม้ตำรวจจะยืนยันว่าได้เบาะแสคนร้ายตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุก็ตาม
ดูเหมือนผู้ก่อเหตุจงใจที่จะก่อเหตุ ในสถานการณ์ที่สอดรับกับความปราชัยของนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช.ในการเลือกตั้งเขต 6 กทม. บริเวณพื้นที่ใกล้เคียงกับที่ดินภรรยาของนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ และหนึ่งวันก่อนถึงวันเกิดครบรอบ 61 ปี ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แน่นอนว่า ความบังเอิญของเหตุการณ์ ทำให้ข้อสันนิษฐานว่าเป็นฝีมือของกลุ่มผู้สูญเสียอำนาจที่ต้องการจะก่อกวนความสงบสุข ซึ่งเป็นเหตุผลสำเร็จรูปมาตั้งแต่ครั้งระเบิดป่วนกรุงเทพฯ เมื่อ 3 ปีก่อน ก็เป็นเหตุผลที่ใช้ได้ หรือหากจะมองในแบบพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะนายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็จะปักใจเชื่อว่ารัฐบาลนี้จะอำมหิตถึงขนาดทำร้ายประชาชน เพื่อสร้างสถานการณ์ เพื่อคงไว้ซึ่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
รัฐบาลเริ่มทยอย ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในหลายจังหวัด ในขณะที่มีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินทั้งหมด เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความปรองดอง คงปฏิเสธได้ยากว่า ในทันทีที่เกิดเหตุระเบิดขึ้น จนกระทั่งมีผู้เสียชีวิต ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดนับจากที่รัฐบาลสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง การคงไว้ซึ่งมาตรการในการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือแม้แต่จะขยายพื้นที่การบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะใช้กฎหมายพิเศษฉบับนี้ต่อไป ในขณะเดียวกัน หากยังจับกุมผู้กระทำผิดไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างก็จะใช้เป็นเครื่องมือฟาดฟัน กล่าวหากัน โดยภาวะหวาดผวาก็จะปกคลุมสังคมไทยต่อไป
แม้อยู่ในพื้นที่บังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งให้อำนาจพิเศษแก่เจ้าหน้าที่รัฐ ในการดูแลจัดการ ป้องกัน ระงับเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น แต่ก็ไม่สามารถป้องกัน และให้หลักประกันความปลอดภัยแก่ประชาชนได้ ในแง่ความเป็นจริง พื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลของกรุงเทพฯ ย่อมไม่อาจดูแลรักษาความปลอดภัยได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะการต้องต่อสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็น เหตุระเบิดครั้งนี้ ไม่ว่าจะเกิดจากฝีมือของฝ่ายใด เป็นสัญญาณว่า กลุ่มคนติดอาวุธยังคงมีศักยภาพที่จะก่อเหตุร้ายโดยไม่คำนึงถึงมนุษยธรรมใดๆ ทั้งสิ้น และดีที่สุดคือประชาชนจะต้องระแวดระวัง สังเกตสิ่งผิดปกติด้วยตัวเอง นี่อาจเป็นวิธีเดียวที่จะรักษาชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยได้



