ข่าว

อำนาจที่วางไม่ลงตั้งพล.ร.7 สกัดแดง

อำนาจที่วางไม่ลงตั้งพล.ร.7 สกัดแดง

27 ก.ค. 2553

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที เมื่อมีกระแสข่าวว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้เสนอแนวความคิดในการจัดตั้งกองพลทหารราบที่ 7 (พล.ร.7) ขึ้นมา ต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการก

 การจัดตั้ง พล.ร.7 ขึ้นมาท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่ยังไม่เป็นปกติ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในพื้นที่ภาคเหนือ จึงยากที่จะปฏิเสธว่า แนวคิดดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการสกัดกั้นการเคลื่อนไหว

 ทำให้ถูกหยิบขึ้นมาเชื่อมโยงกับทางการเมืองว่าการจัดตั้ง พล.ร.7 ครั้งนี้ เพื่อเป็นเกราะในการป้องกันการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง เนื่องจากมวลชนคนเสื้อแดงในพื้นที่ภาคเหนือถือเป็น “ฐานใหญ่” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

 แต่หากย้อนกลับไปดูในยุคของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่เป็นผู้บัญชาการทหารบกในสมัยนั้นได้ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการรัดเข็มขัดงบประมาณของกองทัพ จึงสั่งให้ลดขนาดของหน่วยที่ไม่จำเป็นลง โดยเฉพาะกองพลรบพิเศษที่ 2 ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ที่เป็นกองพลแรก ๆ ที่ถูก “ยุบ” ท่ามกลางเสียงคัดค้านในเวลานั้น

 พร้อมกับมีแนวคิดที่จะจัดตั้งกองพลทหารราบขึ้นมาเสริมกองพลทหารราบที่ 4 ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ จ.พิษณุโลก ตามการปรับปรุงโครงสร้างของกองทัพ แต่เนื่องจากติดขัดที่งบประมาณจึงทำให้การจัดตั้งกองพลทหารราบต้องชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด

 แต่เมื่อมายุคของ พล.อ.อนุพงษ์ ที่รู้กันดีว่าจะขออะไรทางรัฐบาล โดยเฉพาะนายสุเทพ ก็พร้อมที่จะสนอง เพราะหวังว่ากองทัพจะคอยคุ้มชูรัฐบาลชุดนี้ให้รอดจากมรสุมทางการเมือง

 การเร่งเครื่องเพื่อให้เกิด พล.ร.7 จึงเดินหน้าเต็มสูบ

 เบื้องต้นได้เสนอขยายกำลังทหารในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ โดยจะใช้พื้นที่ของกองพลรบพิเศษที่ 2 เดิม เป็นกองบัญชาการกองพล โดยจะมีหน่วยขึ้นตรง 2 กรมใหญ่ คือกรมทหารราบที่ 7 (ร.7) จ.เชียงใหม่ และกรมทหารราบที่ 17 (ร.17) จ.พะเยา โดยจะบรรจุอัตรากำลังพลที่เกลี่ยมาจากหน่วยต่างๆ ในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 8,000-10,000 นาย

 งบประมาณเบื้องต้นได้เสนอไว้อยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท โดยจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.อนุมัติงบประมาณภายในเดือนสิงหาคม

 ทั้งนี้การจัดตั้ง พล.ร.7 ขึ้นมา ก็เพื่อสนับสนุนภารกิจของกองพลทหารราบที่ 4 (พล.ร.4) ที่ตั้งอยู่ จ.พิษณุโลก ที่ดูแลความมั่นคงในพื้นที่ภาคเหนือกว่า 2,000 กิโลเมตร ตั้งแต่ จ.ตาก ถึง จ.เชียงราย ซึ่งขณะนี้แผนโครงสร้างในการปรับปรุงอยู่ที่กระทรวงกลาโหมแล้ว

 พล.ท.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน แม่ทัพภาคที่ 3 เปิดเผยว่า กระแสข่าวการจัดตั้ง พล.ร.7 นั้น เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นกันมานานแล้ว ไม่ได้เป็นการจัดตั้งขึ้นมาเพื่อสกัดกั้นกลุ่มคนเสื้อแดงตามที่เป็นข่าว เพราะการจัดตั้งกองพลไม่ได้จัดตั้งเพียง 1-2 เดือน ก็จะเสร็จ แต่นั่นหมายถึงจะต้องใช้ระยะเวลา 1-2 ปี กว่าจะเกิดเป็นกองพลได้ โดยเฉพาะเรื่องอัตรากำลังพลที่จะเข้ามาบรรจุจะต้องมีการคัดเลือกเข้ามาไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ก็จะเอากำลังพลจำนวนเท่านั้นเท่านี้เข้ามาบรรจุได้เลย คงเป็นไปไม่ได้
 
 การจัดตั้งกองพลจะต้องใช้ระยะเวลา โดยเฉพาะการเกลี่ยกำลังพลให้เกิดความสมดุล ถ้ามีการจัดตั้งขึ้นมาก็จะต้องมีการเกณฑ์ทหารเพิ่มเติมตามโควตาสัดส่วนต่างๆ และที่สำคัญแนวคิดการจัดตั้งกองพลทหารราบที่ 7 ก็ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่เรื่องนี้เป็นแผนการพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างของกองทัพในการป้องกันประเทศที่มีแนวคิดมานานแล้ว ไม่ได้เพิ่งมาเกิดขึ้นเพื่อต้องการมาสกัดกั้นกลุ่มคนเสื้อแดงไม่ให้เคลื่อนไหว เพราะงานด้านป้องกันประเทศมีความสำคัญกับกองทัพบกมาก เพราะกำลังของกองพลทหารราบที่ 4 ไม่เพียงพอต่อการดูแลในพื้นที่”

 แม่ทัพภาคที่ 3 บอกด้วยว่า แนวคิดเบื้องต้น พล.ร.7 จะใช้สถานที่ของกองพลรบพิเศษที่ 2 ที่ตั้งอยู่ที่ค่ายขุนเณร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เป็นสถานที่กองบัญชาการกองพล เมื่อจัดตั้งขึ้นมาแล้วอาจจะมีการแบ่งงานในการรับผิดชอบจาก พล.ร.4 ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ จ.พิษณุโลก ที่รับผิดชอบตามแนวชายแดนกว่า 2,000 กิโลเมตร โดยให้ พล.ร.7 รับผิดชอบในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ส่วน พล.ร.4 จะรับผิดชอบในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง

 นั่นคือคำชี้แจงจากฝ่ายกองทัพ แต่สำหรับประชาชนคนทั่วไปนั้นอาจเป็นอีกเรื่อง

 ถามว่า ในภาวะที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังคงอยู่ และเปิดทางให้ทหารอย่างเต็มที่ ทั้งที่ "ความฉุกเฉิน" ได้หมดไปนานแล้ว การจัดตั้งกองพลใหม่ จึงเท่ากับตอกลิ่มลงให้รอยแตกแยกถ่างกว้างเพิ่มมากขึ้น

 อำนาจที่ผิดปกติกำลังถูกใช้ไปอย่างเพลิดเพลิน แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่บ้านเมืองจะกลับสู่ภาวะปกติกันเสียที

ทีมข่าวความมั่นคง