
"หลากมุมมอง เข้าถึงนโยบาย และทรัพยากรของรัฐ
วิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายน-พฤษภาคม ที่ผ่านมา แม้จะคลี่คลายและสงบลง แต่ยังมีปัญหาที่รัฐบาลต้องหันกลับมามองและเร่งแก้ไข เพื่อหาทางออกให้ประเทศไทยก้าวพ้นความขัดแย้งที่หมักหมมมานาน โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำในสังคม ระหว่างชนชั้น และคนในเมืองกับคนในชน
แม้การลุกขึ้นมาต่อสู้ของประชาชนส่วนหนึ่งจะมีพื้นฐานมาจากประเด็นการเมือง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในชนบทและออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในครั้งนี้ เพื่อต้องการเรียกร้องสิทธิและความเท่าเทียมในสังคม
นายพรหมศักดิ์ แสงโพธิ์ ประธานสมาพันธ์รากหญ้าเชียงใหม่ ในฐานะตัวแทนผู้ผลิตสินค้าชุมชน-โอท็อป ระบุว่า ชาวบ้านในชนบทส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ผลิตสินค้าโอท็อประดับล่าง ยังเสียสิทธิเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุนในการประกอบอาชีพ ผลิตสินค้า หากชาวบ้านมีสิทธิเข้าถึงแหล่งทุนของรัฐ เพื่อช่วยต่อยอดการผลิตและพัฒนาสินค้าตามความต้องการของตลาดได้ จะช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้และอาชีพที่มั่นคงมากขึ้น
"ยอมรับว่ากลไกตลาดในปัจจุบันถูกกำหนดโดยภาครัฐ ที่มีมุมมองอีกแบบหนึ่งในการใช้งบประมาณ โดยกำหนดการตลาดที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ผลิตรากหญ้า จึงอยากเรียกร้องให้ภาครัฐรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบระดับล่างบ้าง"
นายพรหมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาเศรษฐกิจในภาคใหญ่มีปัญหา แต่ในภาคชนบทกลับไม่มีปัญหา ถือเป็นเครื่องจักรที่ไม่เคยหลับใหล และช่วยประคับประคองประเทศให้ก้าวพ้นวิกฤติไปได้ แต่รัฐบาลกลับไปโฟกัสเศรษฐกิจภาคใหญ่ ทั้งที่ควรมาส่งเสริมเศรษฐกิจที่เป็นพื้นฐานของประเทศ
นายประยงค์ ดอกลำไย รองผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ กล่าวว่า หากไม่มองในมิติเรื่องการเมือง ประชาชนได้รับผลกระทบจากปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมในสังคมจากนโยบายของรัฐ เกิดขึ้นมานานแล้ว ตัวอย่างเช่น ชาวบ้านที่อาศัยและตั้งชุมชนอยู่ในป่ามาเป็นเวลาช้านาน จนกระทั่งรัฐมาประกาศพื้นที่อุทยานทับซ้อน จนชาวบ้านถูกจับกุมดำเนินคดี และถูกขับไล่ออกจากป่า แม้ที่ผ่านมารัฐได้ดำเนินการพิสูจน์สิทธิ โดยอาศัยมติ ครม.ปี 2541 กำหนดขั้นตอนการพิสูจน์สิทธิย้อนหลังไป 30 ปี ก่อนประกาศพื้นที่อุทยาน เป็นการกำหนดกฎเกณฑ์ที่ทำให้ชาวบ้านผ่านกระบวนการพิสูจน์สิทธิได้น้อยมาก
นายประยงค์ กล่าวอีกว่า ในภาคเหนือมีชาวบ้านกว่า 3,000 คน ที่ประสบปัญหาดังกล่าว ส่วนทั่วประเทศมีมากกว่า 10 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 6 ของคนทั้งประเทศ ที่ถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม โดยไม่มีอำนาจต่อรอง ใช้วิธีการจับกุม หรือสร้างความหวาดกลัว จนชาวบ้านต้องอพยพออกจากป่าไปอยู่ในเมือง แต่ชาวบ้านที่อพยพเข้ามาไม่ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ยังถูกเอาเปรียบ ถูกกดขี่เรื่องค่าแรงงาน แม้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาชาวบ้านพยายามเรียกร้องสิทธิดังกล่าว โดยการเจรจากับรัฐบาล ยื่นหนังสือข้อเรียกร้อง และชุมนุมประท้วงแบบยืดเยื้อ แต่ไม่มีความคืบหน้า ชาวบ้านถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า และรัฐบาลเองก็พยายามซื้อเวลาออกไปเรื่อยๆ
"เรื่องที่ชาวบ้านที่ร่วมตัวเคลื่อนไหวเสนอให้ภาครัฐ คือ ให้สิทธิแก่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในป่าโดยการยอมรับขอบเขต เนื่องจากรัฐมองว่าคนไปอยู่ในป่าไม่ได้ แต่ปัจจุบันชาวบ้านพัฒนาแนวคิดขึ้นมา และเรียกร้องสิทธิเพื่อเป็นหลักประกันทั้งสองฝ่าย โดยให้มีการจัดสรรขอบเขตที่ชัดเจน พื้นที่ป่า ที่เหลือ 82 ล้านไร่ รัฐควรให้สิทธิชุมชนเข้าไปอยู่อาศัยมากกว่าการให้สิทธิแก่บุคคลหรือปัจเจกบุคคล เพื่อที่ชาวบ้านจะพิสูจน์ให้เห็นว่า ป่ากับชุมชนอยู่ร่วมกันได้ ตามแนวคิดป่าชุมชนที่เสนอไป
ส่วนที่ 2 ต้องทำให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม จัดตั้งธนาคารที่ดิน โดยนำภาษีที่ดินมาตั้งกองทุนจัดหาที่ดินให้ชาวบ้านได้มีสิทธิถือครอง และสร้างความเป็นธรรมให้ โดยมีกฎหมายภาษีที่ดินขึ้นมา ล่าสุดมีรัฐบาลชุดปัจจุบันเห็นชอบในหลักการดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าชัดเจน
ส่วน รศ.ดร.ชัยยันต์ รัชภูมิ ผอ.หลักสูตรปริญญาเอก สถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ กล่าวว่า ความลำบากและความทุกข์ของชาวบ้านที่ผ่านมายอมรับว่าสาหัสมาก การจะพูดแค่ให้ลืม หรือหันหน้าปรองดอง จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะปัญหาเก่ายังไม่ได้แก้
"เราควรเข้าใจว่า ความขัดแย้งในสังคม มันสะสมมาเป็นเวลานานจนปะทุขึ้นมา วันนี้หลากเรื่องราวที่เกิดขึ้นยังค้างอยู่ในใจ จึงต้องดำเนินการและสร้างพื้นฐานการปรองดองและความรู้สึกที่ดีให้กลับมา รัฐบาลต้องแสดงออกถึงความจริงใจ สิ่งแรกที่รัฐบาลต้องทำคือ ใช้มโนธรรมสำนึก แสดงถึงความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง"
รศ.ดร.ชัยยันต์ กล่าวว่า รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องต้องนำปัญหามากองไว้บนโต๊ะ ทั้งปัญหาการเข้าถึงทุน ทรัพยากร การศึกษา ฯลฯ มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม มุ่งเน้นการเจรจาต่อรอง แต่ต่อรองเพื่อหาทางออก คนที่ได้มากแล้วควรนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ส่วนคนยากจนได้รับสิทธิและความเท่าเทียมในสังคมเพิ่มขึ้น
"จันจิรา จารุศุภวัฒน์"



