ข่าว

สิงคโปร์กับศาสนาคริสต์ใหม่เฟื่องฟู

สิงคโปร์กับศาสนาคริสต์ใหม่เฟื่องฟู

26 ก.ค. 2553

ประเทศสิงคโปร์ได้ชื่อว่าเป็นประเทศร่ำรวยมากประเทศหนึ่ง สังคมมีการจัดระเบียบแบบสุดๆ รัฐบาลสิงคโปร์มีชื่อเสียงในการปกครองประเทศด้วยระบบเด็ดขาด คนสิงคโปร์จึงเป็นคนสนใจกับความสำเร็จของตัวเองมากที่สุด มุ่งมั่นกับการงาน

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีศาสนาใหม่เกี่ยวกับพระเยซูเกิดขึ้นมาใหม่หลายกลุ่มเช่น City Harvest Church, Faith Community Baptist, Protestant Christianity ซึ่งสามารถดึงดูดสมาชิกใหม่ๆเป็นพันๆ เป็นหมื่นๆ คน ในภาษาอักกฤษศาสนาเหล่านี้ถูกเรียกว่าเป็น เมกะเชิร์ช (Megachurch)

 เวลามีการนัดพบหรือมีการเทศน์เกิดขึ้น ศาสนาเหล่านี้จะไปเช่าสนามกีฬาใหญ่มหึมา เพราะห้องประชุมตามปกตินั้นเล็กเกินไปเสียแล้ว สิ่งเหล่านี้นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่น่าสนใจของสังคมสิงคโปร์ ช่วงหลังคนสิงคโปร์มีแหล่งบันเทิงเพิ่มขึ้น มีกาสิโนเพิ่มเข้ามาในชีวิตประจำวัน

 ตามกฎหมายคนสิงคโปร์เข้าไปเล่นในกาสิโนไม่ได้ แต่ถ้าอยากเล่นต้องเสียค่าธรรมเนียม 100 เหรียญให้แก่รัฐบาล ปรากฏว่าคนสิงคโปร์ยอมจ่ายเงินค่าผ่านประตู เก็บเงินได้มากมาย เล่นเอารัฐบาลสิงคโปร์ปวดหัวมาก ไม่นึกว่าจะมีคนพื้นเมืองเล่นมากอย่างนี้

 ลึกๆ คนสิงคโปร์เป็นคนที่น่าเห็นใจ พวกเขาต้องแข่งขันกันตลอดเวลา คือพูดง่ายๆ เป็นคนสิงคโปร์โง่และขี้เกียจไม่ได้ เพราะจะมีชีวิตอยู่รอดในสังคมเขาไม่ได้ ต้องรู้จักเอาตัวรอดไว้ก่อน

 จึงไม่แปลก คนสิงคโปร์เริ่มหาความมั่นคงทางด้านจิตใจซึ่งทางด้านการเงินและการงานและบรรดาเพื่อนฝูงให้ไม่ได้ ฉะนั้นเวลาไปฟังเทศน์ คนเทศน์หรือบาทหลวงทั้งหลายนั้นมักจะเน้นถึงศักยภาพของแต่ละคนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตและการงาน รวมทั้งมีข้าวของใช้ราคาแพง เช่นรถบีเอ็มดับเบิลยู

 คนเทศน์ชาววสิงคโปร์สมัยนี้มักเป็นคนหนุ่มหน้าตาดี มีการศึกษาสูง บางคนได้รับการฝึกเทศน์เป็นบาทหลวงโดยอาชีพทางด้านศาสนาคริสต์โดยตรง

 ประเด็นคือทำไมกลุ่มศาสนาใหม่เหล่านี้สามารถชักจูงคนสิงคโปร์เคร่งศาสนาทั่วๆ ไปให้เข้ามาเป็นสมาชิกโบสถ์เหล่านี้ได้ ตามจริงใช้คำว่าโบสถ์ไม่ได้แล้ว เพราะบาทหลวงสิงคโปร์สมัยใหม่เขาเทศน์กันในสนามกีฬาหรือเวทีกลางแจ้งที่จุคนได้เยอะไม่อึดอัด บาทหลวงบางคนเป็นทั้งนักแสดง ร้องเพลง เต้นกายกรรม รวมทั้งสามารถเล่นกลได้

 พูดง่ายๆ คือ ศาสนาใหม่เหล่านี้มีจุดประสงค์เหมือนกันคือสร้างความรู้สึกดีๆ ให้สมาชิกที่เข้ามา จนสมาชิกติดกันงอมไปเลย ทั้งนี้เป็นเพราะว่าบาทหลวงเหล่านี้เวลาเทศน์มักจะเน้นเรื่องราวต่างๆ ที่สร้างความสุขให้แก่สมาชิก ไม่เหมือนกับการเทศน์ในโบสถ์อนุรักษนิยมที่มักจะพูดถึงข้อห้ามต่างๆ พูดถึงความชั่วที่คนทำชอบทำ พูดถึงนรกอะไรทำนองนั้น

 ประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ คนต่างชาติเข้ามาอาศัยอยู่ในสิงคโปร์หลายแสนคน ต่างต้องการที่พึ่งทางด้านจิตใจเช่นกัน ชาวพม่าเกือบ 6 หมื่นคนตอนนี้กำลังอาศัยอยู่ในเกาะสิงคโปร์ทำมาหากินและเรียนหนังสือ คนฟิลิปปินส์ก็เช่นกัน จึงไม่แปลกที่มีโบสถ์ต่างชาติผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด เพราะในห้วงลึกของจิตใจ ทุกคนไม่ว่าเป็นคนสิงคโปร์หรือคนต่างชาติ ต่างต้องการความมั่นคงทางด้านจิตใจและจิตวิญญาณ