
บึ้มย่านราชดำริเย้ยพรก.ฉุกเฉินเจ็บ8ตาย1
ระเบิดป้ายรถเมล์หน้าห้างบิ๊กซีราชดำริ เย้ยพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ คนร้ายนำระเบิดซุกในกองขยะ ชาวบ้านที่ยืนรอรถเมล์บาดเจ็บ8 เสียชีวิต 1 ราย
(25ก.ค.) เวลา 17.40 น. เกิดเหตุระเบิดบริเวณป้ายรถเมล์หน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี่ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาราชดำริ เขตปทุมวัน กทม. เป็นเหตุทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 9 คน ถูกนำส่งโรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลจุฬาฯ และโรงพยาบาลหัวเฉัยว มีผู้บาดเจ็บสาหัส 1 ราย คือนายธวัชชัย ทองมาก อายุ 51 ปี ถูกนำเข้าห้องฉุกเฉินโรงพยาลบาลตำรวจเป็นการด่วน และเสียชีวิตเวลาต่อมา ส่วนที่เหลือ 8 รายส่วนใหญ่บาดเจ็บจากการถูกสะเก็ดระเบิดเข้าบริเวณหน้า แขน ขา ลำตัว ประกอบด้วย นางสมพัชร ตั้งสิริพาณิชย์ อายุ 46 ปี นายสมชาย เอี่ยมประชา อายุ 37 ปี นายสมใจ พันธ์วิมา อายุ 37 นางสาวชาณุ (ยังไม่ทราบนามสกุล) อายุ 24 ปี นายป่วน พรนิเทศ อายุ 37 ปี นายวีระศักดิ์ แซ่แต้ อายุ 40 ปี คนขับรถเมล์ นายบุญเริง แก้วสมบัติ อายุ 40 ปี นางสาวพุธิยา เฉลิมประภาส อายุ 46 ปี ส่วนใหญ่เป็นประชาชนที่มายืนรอรถประจำทางบริเวณหน้าห้างดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเกิดเหตุทำให้ประชาชนที่สัญจรไปมาในบริเวณดังกล่าวและประชาชนที่มาเดินห้างต่างตื่นตระหนกตกใจพยายามยืนมุ่งดูสถาการณ์อยู่ห่างๆ ในเวลาต่อมา พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุงพล.ต.ท.ตรีทศ รณฤทธิชัย ผบช.ส. และนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ทหารเดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุเนื่องจากอยู่ในพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนถอยห่างออกไปจากจุดเกิดเหตุเพราะเกรงว่าอาจไม่ปลอดภัยพร้อมทั้งปิดการจราจรบริเวณฝั่งขาเข้าจากแยกราชประสงค์ถึงบริเวณประตูน้ำ และปิดการจราจรช่องบัสเลนบริเวณหน้าห้างทั้ง 2 ช่องทาง และปิดการจราจรทั้งหมดทั้งขาเข้าและขาออกภายในบริเวรถนนราชดำริเพื่อเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ
ต่อมาทางเจ้าหน้าที่กองพิสูจ์หลักฐานพร้อมหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดได้เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกั้นให้ประชาชนถอยห่างออกไปเพื่อความปลอดภัยในระหว่างเข้าตรวจสอบวัตถุระเบิด ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เดินทางมายังจุดเกิดเหตุต่างก็มีสีหน้าที่เคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด หลังจากตรวจเกิดเหตุดังกล่าวก็จะเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวนเพื่อคลี่คลายเหตุการณ์ดังกล่าว
จากการสอบถามประชาชนที่ยืนอยู่บริเวณใกล้เคียงจุดระเบิดบอกว่าได้ยินเสียงระเบิดดังกล่าว 1 ครั้งเสียงดังสนั่น มาจากบริเวณกองขยะข้างป้ายรถเมล์ โดยกองขยะดังกล่าวมีทั้งใส่ถุงดำและเศษขยะกองรวมกันอยู่โดยไม่มีถังขยะรองรับลักษณะเป็นการนำเอาถุงดำมาวางทิ้งไว้โดยไม่มีใครรู้ว่าจะมีเหตุระเบิด จนกระทั่งมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดจำนวน 6 นายเดินสำรวจพื้นที่บริเวณโดยรอบจุดเกิดเหตุก็ได้กลับเข้ามาที่รถหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเพื่อมาจัดเตรียมอุปกรณ์ในการเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียดพร้อมกับรอไฟส่องสว่างเนื่องจากที่เกิดเหตุเป็นที่มืดเวลาต่อมาก็มีการนำรถไฟส่องสว่างมาติดตั้ง และเจ้าหน้าที่ก็ได้เข้าตรวจหาชิ้นส่วนระเบิดโดยรอบบริเวณ โดยเฉพาะที่กองขยะจุดเกิดเหตุในรัศมี 15 เมตร และถอยรนเข้าไปเรื่อยๆโดยได้นำธงสีแดงไปปักเป็นสัญลักษณ์ของสะเก็ดระเบิดพบ สะเก็ดระเบิดตกอยู่ 1 จุด ห่างจากกองขยะที่ระเบิดเป็นระยะทาง 15 เมตร และในเวลาต่อมาเกิดการติดขัดเรื่องไฟฟ้าส่องสว่างเนื่องจากรถปั้นไฟฟ้าได้ดับลงชั่วขณะเป็นเวลา 2 นาทีจากนั้นไฟก็ติดขึ้นมาใหม่
ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการประกาศเป็นระยะเพื่อให้สื่อมวลชนและประชาชนยถอยห่างออกจากจุดเกิดเหตุเกรงว่าอาจจะมีระเบิดที่เหลืออยู่ได้แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควรเนื่องจากสื่อมวลชนต้องการจะเข้าไปทำข่าว ขณะที่ช่างภาพก็อยากได้ภาพที่ชัดเจนในของมุมของตัวเอง นอกจากสื่อมวลชนไทยแล้วก็ยังมีสื่อมวลชนต่างชาติมาทำข่าวจำนวนมาก ขณะที่ดียวกันก็มีเจ้าหน้าที่ทหารได้ประกาศว่าขอให้ประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องให้กลับบ้านไปเสียเพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อันตรายมิฉะนั้นอาจจะตายฟรี
นางยุรี คงสูงเนิน อายุ 48 ปี กระเป๋ารถประจำทางสาย 2 กล่าวว่า ขณะที่ขับรถเมล์ขับรถมาจอดรอผู้โดยสารได้ไม่กี่นาทีระหว่างที่ยืนเรียกผู้โดยสารอยู่ตรงป้ายรถเมล์ได้หันไปเห็นมีควันขึ้นมาที่กองขยะก็ไม่ได้เอะใจอะไรเพราะคิดว่าเป็นควันบุหรี่หลังจากนั้นก็มีเสียงดังคล้ายเสียงประทัด 1 ครั้ง และมีเสียงดังสนั่นเกิดขึ้นมาอีก 1 ครั้ง ตนตกใจมากจึงรีบวิ่งขึ้นบนรถเมล์แต่ก็ไม่ทัน เพราะได้เกิดเหตุระเบิดไปแล้วตอนนั้นตกใจมากก้มลงหมอบกับพื้นที่รถได้ยืนเสียงคนร้องขอความช่วยเหลือแต่ไม่ได้ลุกขึ้นมาดูเพราะกลัวมากคนขับรถเมล์จึงเลื่อนรถออกมาจากจุดเกิดเหตุและเห็นว่ารถเมล์สาย 7 ที่ตามมาข้างหลังแรงระเบิดทำให้กระจกด้านหน้ารถแตกทั้งหมดยังดีที่รถตนเองเลยกองขยะมาประมาณ 20 เมตรจึงไม่ได้รับความเสียหาย
ด้านนายอุไร เวียงสงฆ์ อายุ 52 ปี คนขายกาแฟรถเข็ญซึ่งขายอยู่ข้างป้ายรถเมล์มานานร่วม 9 ปี กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่าตอนเกิดเหตเป็นช่วงเย็นมีผู้คนพลุกพล่านเป็นจำนวนมากขณะกำลังขายของอยู่ได้ยินเสียงดังสนั่นขึ้นมา 1 ครั้งคิดว่าเป็นยางรถยนต์ระเบิดจึงมองหารถที่ยางระเบิดก็ไม่เห็นในใจคิดว่าต้องเป็นระเบิดแน่นอนตอนนั้นก้มหมอบลงกับพื้นแล้วได้ยินเสียงคนร้องเอะโวยวายและได้ยินเสียงคนวิ่งหนีจากป้ายรถประจำทาง ตนก็วิ่งตามไปด้วยเพราะกลัวมากทิ้งรถขายกาแฟไว้ตรงจุดเกิดเหตุและเพิ่งกลับมาเอาช่วงหลัง ยังดีที่ข้าวของไม่มีอะไรเสียหายมากมีเพียงแต่กระป๋องซึ่งเป็นสแตนเลสตกอยู่กับพื้นก็ได้เก็บขึ้นมาเรียร้อยแล้ว
"ตั้งแต่ช่วงเย็นที่ผ่านมาก่อนเกิดเหตุผมก็ไม่เห็นมีอะไรผิดสั่งเกตุก็เหมือนปกติทุกวันที่กองขยะก็มีถุงดำและเศษขยะส่วนใหญ่เป็นขวดน้ำแก้วน้ำทิ้งกองกันอยู่ทุกวันพอเที่ยงคืนก็มีรถขยะมาเก็บเป็นแบบนี้เหมือนปกติและไม่เห็นว่ามีใครนำระเบิดมาวางเพราะคนเยอะมาก คนผ่านไปมาก็เยอะ คนรอรถรถเมล์ก็เยอะ ต่างคนต่างมาจากที่อื่นและมารวมอยู่จุดนี้จึงไม่ได้สังเกตุว่าใครผิดปกติหรือไม่แต่หากตำรวจเรียกผมไปสอบปากคำก็พร้อมให้ข้อมูลทุกอย่าง" นายอุไร กล่าว
พล.ต.ท.ตรีทศ รณฤทธิชัย ผบช.ส.เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุกล่าวเพียงสั้นๆว่า คาดว่าจะเป็นระเบิดที่มีการตั้งเวลาไว้ไม่ใช่ระเบิดชนิดแสวงเครื่องที่หวังผลทำลายล้างหรือเอาชีวิตแต่อย่างไร คาดว่าน่าจะมีคนร้ายนำมาวางไว้และตั้งเวลาในการระเบิด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดเจ้าหน้าที่ทหาร ร.1 พัน.1 รอ. ได้นำรถหุ้มเกราะ 1 คันมาที่เกิดเหตุขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดอยู่ระหว่างการตรวจพื้นที่เกิดเหตุนั้นได้ตรวจพบกระเป๋าต้องสงสัยอยู่ในกองขยะ 1 ใบซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตรวจพิสูจน์อยู่ว่าในกระเป๋ามีอะไร ทั้งนี้ในระหว่างที่ตรวจสอบอยู่นั้นเจ้าหน้าที่ก็ประชาสัมพันธ์ให้สื่อมวลชนและประชาชนนออกจากพื้นที่โดยตลอดเนื่องจากว่ามีบรรดาไทยมุ่งให้ความสนใจมาดูจำนวนมากขึ้น
พล.ต.ต.อนุชัย กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่ามีผู้บาดเจ็บกระจายไปตามโรงพยาบาลต่างๆโดยเฉพาะโรงพยาบาลตำรวจเข้ารักษาจำนวน 5 ราย กลับบ้านไปแล้ว 4 คน ส่วนระเบิดเป็นชนิดไหนนั้นต้องรอผลการตรวจพิสูจน์จากทางแผนกหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดและผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์เสียก่อนยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ อย่างไรก็ตามเหตุระเบิดครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ก็จะมีการสืบสวนสอบสวนสรุปให้ชัดเจนเสียก่อนและรายงานให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้รับทราบตามขั้นตอน



