ข่าว

ทำอย่างไรดีกับ"ผี"บนเฟซบุ๊ก

ทำอย่างไรดีกับ"ผี"บนเฟซบุ๊ก

25 ก.ค. 2553

คอร์ทนีย์ เพอร์วิน ครูวัย 36 ปี เมืองพลาโน รัฐเทกซัส ถึงกับสะดุ้งเมื่อเข้าไปใช้เฟซบุ๊กเมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อทางเว็บแนะนำให้เธอติดต่อเพื่อนเก่าคนหนึ่งที่เคยบรรเลงเปียโนขับกล่อมแขกเหรื่อในงานเลี้ยงแต่งงานของเธอ เมื่อสี่ปีก่อน

 จะไม่ให้ช็อกได้อย่างไร ในเมื่อเพื่อนคนนี้เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่เดือนเมษายน

    “มันทำให้ฉันอึ้งไปชั่วขณะ เหมือนอยู่ดีๆ เพื่อนคนนี้ก็ฟื้นคืนชีพกลับมา” เพอร์วินกล่าว 

    เฟซบุ๊ก เว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ใหญ่ที่สุดของโลก ที่เพิ่งฉลองจำนวนสมาชิกทะลุ 500 ล้านคนในสัปดาห์ที่ผ่านมา เก็บข้อมูลส่วนตัวมากมายของสมาชิก มีระบบเตือนอัตโนมัติ เช่น วันเกิดเพื่อนฝูงในเครือข่ายที่กำลังใกล้เข้ามา หรือมีเพื่อนคนไหนที่ขาดการติดต่อไปพักใหญ่แล้ว แต่บริษัทยังมีปัญหาแก้ไม่ตกอยู่หนึ่งอย่างคือ ระบบอัตโนมัติที่จะทำให้รู้ว่าสมาชิกคนใดคนหนึ่งในกว่า 500 ล้านคน เสียชีวิตไปแล้ว

    เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ใช้อาจจะต้องรู้สึกอึดอัดหรือไม่ก็รู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง หากทางเว็บไซต์สลับสับเปลี่ยนเพื่อนที่ตายไปแล้วมาเตือนความจำกันเป็นระยะ

     เมเรดิธ ชิน โฆษกเฟซบุ๊ก ยอมรับว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อ่อนไหวอย่างมาก แน่นอนว่าการเห็นเพื่อนที่ตายไปแล้วโผล่มาให้เห็นเรื่อยๆ อาจทำให้รู้สึกเจ็บปวด แต่เมื่อพิจารณาถึงขนาดของเครือข่ายผู้ใช้ กับความจริงที่ว่ามีคนตายทุกวัน คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับการหาทางออกที่สมบูรณ์พร้อม 

    ในความเห็นของนักวิชาการสื่อสารมวลชนอย่างศาสตราจารย์เจมส์ อี คัตซ์ จากมหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส มองว่าหากเทียบกับช่วงชีวิตของคนเรา เฟซบุ๊กกำลังอยู่ในช่วง "ก้าวผ่านพ้นวัย" อันเป็นช่วงของการฝ่าฟันบททดสอบครั้งสำคัญในชีวิตก่อนเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างสมบูรณ์

     นั่นหมายถึงว่า ในยุคแรกๆ นั้น ผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนมาก เป็นคนวัยหนุ่มสาว ซึ่งยังอีกไกลกว่าจะมานั่งนึกถึงความตาย หรือเหตุการณ์ร้ายๆ แต่ปัจจุบัน ปรากฏว่ามีคนวัยตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป หันมาเล่นเฟซบุ๊กในอัตราเพิ่มที่เร็วกว่าวัยไหนๆ

    ผลวิจัยของคอมสกอร์พบว่า เฉพาะพฤษภาคมเดือนเดียว มีคนสูงวัยเปิดบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กกันถึง 6.5 ล้านคน สูงกว่าเดือนเดียวกันของปีที่แล้วถึง 3 เท่า และแน่นอนว่าคนวัยตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป มีอัตราการตายสูงที่สุด

    ทามุ ทาวน์เซนด์ นักเขียนวัย 37 ปีในนครมอนทรีออล ของแคนาดา กล่าวว่า ระบบของเว็บแนะนำให้ติดต่อคนรู้จักและเพื่อนบางคนที่เสียชีวิตไปแล้วอยู่เป็นประจำ ซึ่งยอมรับว่า บางครั้งรู้สึกดีเวลาเห็นหน้าคนเหล่านั้น แต่พอถึงจุดหนึ่งก็อดจะรู้สึกอึดอัดไม่ได้ เมื่อระบบของเฟซบุ๊กพร่ำบอกให้คุณติดต่อกับใครบางคนที่คุณไม่สามารถทำได้อีกต่อไป ถ้าเป็นคนที่เพิ่งจากไปไม่นาน ก็พอรับได้อยู่

      การจัดการกับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของผู้ใช้เฟซบุ๊ก ค่อยๆ พัฒนาทีละขั้นมาระยะหนึ่งแล้ว เริ่มจากการลบประวัติส่วนตัวของผู้ใช้ที่ทางระบบรู้ว่าเสียชีวิตแล้ว และต่อมา ยังได้ยอมรับถึงความสำคัญในการหาหนทางอันเหมาะสมที่จะเก็บรักษาเว็บเพจเหล่านั้นเป็นพื้นที่สำหรับการไว้อาลัยออนไลน์
 
  เช่น หลังจากเกิดเหตุสังหารหมู่ที่สถาบันเวอร์จิเนีย เทค นักศึกษาเชื้อสายเกาหลีกราดยิงใส่เพื่อนร่วมสถาบัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปถึง 32 คนเมื่อปี 2550 สมาชิกจำนวนหนึ่งได้ขอให้บริษัทเปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้ไว้อาลัยเพื่อนที่จากไป ทำให้เดี๋ยวนี้แฟ้มประวัติของสมาชิก สามารถที่จะแปรเปลี่ยนเป็นเหมือนอนุสรณ์ หรือเพจที่อุทิศกับผู้ตาย โดยจะมีการลบข้อมูลส่วนตัวออกไป และไม่ปรากฏในผลการค้นหาอีกต่อไป ขณะที่เพื่อนๆ ที่ยังโศกเศร้ายังคงสามารถเข้าไปโพสต์ข้อความบนเว็บเพจนั้นได้เรื่อยๆ

    ด้วยความที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน บริษัทจึงต้องมั่นใจว่า ผู้ใช้คนนั้นเสียชีวิตจริงๆ แต่ด้วยอัตราส่วนของสมาชิกเฟซบุ๊กราว 3.5 แสนคนโดยประมาณ ต่อพนักงานหนึ่งคน บริษัทจึงต้องหาทางทำให้สมาชิกและระบบทำงานนี้โดยตัวของมันเอง ซึ่งอันที่จริงแล้ว เฟซบุ๊กมีปุ่มต่างๆ ให้สมาชิกคลิกแจ้งเนื้อหาหรือข้อความที่ไม่เหมาะสมอยู่แล้ว ดังนั้น ทางหนึ่งของการแจ้งข่าวมรณกรรม ก็คือการมีช่องทางให้ผู้ใช้ได้รายงานนั่นเอง

    โดยหากผู้ใดต้องการเก็บเว็บไซต์เฟซบุ๊ก เป็นที่ระลึกหรืออุทิศเพื่อใคร สมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อน จะต้องกรอกแบบฟอร์มบนเว็บ และหาหลักฐานยืนยันการเสียชีวิต เช่น ลิงก์ไปยังประกาศข่าวมรณกรรมบนสิ่งพิมพ์ต่างๆ เพื่อให้ทีมงานเฟซบุ๊กได้ตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ทางเลือกนี้ไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์มากนัก ดังนั้น เฟซบุ๊กของคนตายจำนวนมาก จึงไม่ได้ถูกเปลี่ยนเป็นเพจสำหรับไว้อาลัย ทำให้คนเหล่านั้นยังวนเวียนปรากฏในหน้าเฟซบุ๊กของสมาชิกคนอื่น หรืออยู่ในหมวดแนะนำเพื่อนเป็นระยะ

   ฉะนั้น อีกทางหนึ่งที่เฟซบุ๊กกำลังคิดจะทำคือ การใช้ซอฟต์แวร์ช่วยสแกนหาประโยคหรือวลีที่ถูกโพสต์ซ้ำๆ เช่น ไปสู่สุคติ (Rest in Peace) หรือ คิดถึงเธอ (I miss you) บนหน้าเฟซบุ๊กของใครคนใดคนหนึ่ง ก่อนส่งทีมงานตรวจสอบ แต่เรื่องนี้จะผิดพลาดไม่ได้เช่นกัน ไม่เช่นนั้น การสแกนหาประโยคไว้อาลัย อาจนำมาซึ่งการเล่นพิเรนทร์ของคนบางคน

    อย่างเช่น เพื่อนขี้เล่นของไซมอน ธาลเบิร์น วิศวกรซอฟต์แวร์ในเยอรมนี ที่บังเอิญพบประกาศข่าวมรณกรรมของคนชื่อเหมือนและนามสกุลคล้ายกับไซมอน และได้ส่งข่าวชิ้นนี้ไปให้เฟซบุ๊กเมื่อตุลาคมปีที่แล้ว เพื่อเป็นหลักฐานว่าธาลเบิร์นได้ถึงแก่กรรมจริง ไม่นานหลังจากนั้น เฟซบุ๊กของเขาก็ถูกล็อก
 
  "ตอนที่ตายใหม่ๆ ผมพยายามมองหาตัวช่วยไปทั่วเฟซบุ๊ก แต่ปรากฏว่าไม่มีตัวช่วยตัวไหนที่จะบอกได้ว่า ผมยังไม่ตายจริง และขอบัญชีผู้ใช้ของผมคืนมา" ธาลเบิร์กกล่าว

    ธาลเบิร์นจึงต้องช่วยเหลือตัวเอง เริ่มจากกรอกแบบฟอร์มทุกอย่างที่มีบนเว็บเฟซบุ๊ก เมื่อยังไม่ได้ผลอีก จึงได้สร้างเว็บเพจร้องเรียนอย่างเป็นทางการ ก่อนโพสต์ข่าวบนทวิตเตอร์ กระทั่งข่าวการตายผิดฝาผิดตัวแพร่กระจายไปจนกว้างมากพอบริษัทได้เห็น นั่นแหละ ธาลเบิร์กจึงได้บัญชีผู้ใช้ของตนเองกลับคืนมา พร้อมคำขอโทษจากเฟซบุ๊ก

   การเปลี่ยนบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กเป็นเพจที่ระลึกสำหรับผู้จากไป ยังมีข้อติดขัดอีกอย่าง นั่นคือเฟซบุ๊กนั้นๆ ไม่สามารถรับเพื่อนใหม่ๆ ได้ ดังนั้น ถ้าหากผู้เป็นพ่อแม่เพิ่งเข้าไปแอดเป็นเพื่อนบนเฟซบุ๊กของลูกที่เสียชีวิตไปแล้ว พวกเขาจะไม่ได้เห็นข้อความต่างๆ และภาพความทรงจำในอดีตที่ลูกเคยแบ่งปันกันดูในหมู่เพื่อน ซึ่งนั่นคงเป็นเรื่องเศร้าไม่น้อย

อุไรวรรณ นอร์มา / เรียบเรียงจาก นิวยอร์ก ไทมส์