
ชวนคุณเป็นคนเซนซิทีฟ
แวดล้อมของคุณ เคยเจอคนที่ เซนซิทีฟ บ้างมั้ยครับ?
ถ้ามี เห็นต้องระวังเป็นพิเศษ จะพูดจะจาอะไร ก็ต้องคิดหน้าระวังหลัง เพราะถ้าเอื้อนเอ่ยไม่เข้าหู หรือบังเอิญไปจี้จุดสะเทือนใจ โดยไม่เจตนา เป็นต้องได้เรื่องแน่ๆ
เพราะจะทำให้คน “เซนซิทีฟ” ออกอาการใจน้อย งอน ดีกรีความรุนแรงมากน้อยต่างกัน บางคนไม่พูดไปสามวันเจ็ดวันก็มี มีบ้างถึงขนาดชวนทะเลาะ พาลเลิกคบ ตัดขาดความเป็นเพื่อน
ผมว่าคนเป็นโรคนี้ ไม่น่ากลัว ไม่น่ารังเกียจ เพราะไม่ได้ร้ายแรงแบบคนที่เป็นโรคอื่นๆ เช่น คนเห็นแก่ตัว คนที่เอาแก่ได้ อาศัยเพื่อนๆ เข้าใจ ก็น่าจะประคองการคบกันไปได้ตลอดรอดฝั่ง
แต่ “เซนซิทีฟ” จริงๆ ไม่ได้ใช้กับคนอย่างเดียว สามารถใช้ในบริบทอื่นๆ ได้ด้วย
อย่างคนทำงานในองค์กร ก็มีการใช้ทฤษฎีที่เรียกหรูๆ ว่า “การวิเคราะห์เซนซิทีฟหรือความอ่อนไหว” โดยใช้ลักษณะของการทึกทักเอาล่วงหน้าว่าหากตัว
แปรทุกอย่างคงที่ และเกิดการเปลี่ยนแปลงที่จุดใดจุดหนึ่งโดยเฉพาะ ผลที่ตามมาจะเกิดอะไรขึ้น?
บริษัทผมเองก็ใช้การวิเคราะห์ที่ว่าบ่อยๆ ในงานที่ทำ เราจะดูว่าหากยอดสมัครสินเชื่อเพิ่มขึ้นไปสิบเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ต้นทุนหรืออย่างอื่นไม่เปลี่ยน กำไรจะเพิ่มอีกเท่าไหร่? หรือหากโชคไม่เข้าข้าง ขายได้เท่าเดิม แต่ยอดหนี้สูญจากสมาชิกที่เพิ่มขึ้นสองเท่า กำไรจะลดแค่ไหน กี่เท่า?
การหมั่นวิเคราะห์อย่างนี้ จะดีตรงที่ทำให้เราต้องระมัดระวัง และวางแผนฉุกเฉินไว้ล่วงหน้าเลย เป็นการป้องกันก่อนผลร้ายจะเกิดกับธุรกิจ หรืออีกนัยหนึ่ง อาจมีผลช่วยทำให้องค์กรได้กำไรสูงสุด ตามศักยภาพที่ควรจะเป็น
โจทย์ที่สำคัญคือต้องพยายามไล่เรียงให้ครบทุกภาพ ทุกความเป็นไปได้ให้มากที่สุด ใครคิดกว้าง คิดรอบเท่าไหร่ ก็จะดีกับองค์กรของตัวเองเท่านั้น
เมื่อจะประยุกต์เข้ากับตัวบุคคล การวิเคราะห์เซนซิทีฟก็ไม่ยากนัก
ให้คิดเล่นๆ ครับว่า ณ วันนี้หากบริษัทที่เราทำงานเกิดขาดทุน ลดเงินเดือนเราลงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ขณะที่รายจ่ายของครอบครัวมีเท่าเดิม ลดไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้น? สายป่านเงินเก็บที่มีอยู่จะยาวพอมั้ย? ต้องประคองให้อยู่รอดสักเท่าไหร่? เราต้องมีแพลนการหารายได้จากอาชีพเสริมหรือไม่?
หรือหากรายได้เท่าเดิม ทำงานโดยเงินเดือนไม่ขึ้นไปอีกสักปี แต่ค่าครองชีพหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสิบเปอร์เซ็นต์ อย่างนี้ทำให้เงินเหลือติดกระเป๋าหรือไม่? ตัวเลขจะติดลบเป็นเท่าไหร่?
ผมคงบอกไม่ได้ว่าควรจะตีภาพออกมามุมไหน เพราะเพื่อนนักอ่านเท่านั้นที่รู้ดี ส่วนตัวผมใช้หลักง่ายๆ ต้องซื่อสัตย์แบบไม่หลอกตัวเอง และการเพิ่มหรือลดตัวแปรใดตัวแปรหนึ่ง ต้องใส่เป็นตัวเลขที่ชัดเจน จากนั้นค่อยๆ เพิ่มดีกรีความรุนแรงไปเรื่อยๆ
เพื่อจะได้ดูว่าท้ายที่สุดแล้ว “ความอ่อนไหว หรือเซนซิทีฟ” ของเราวิ่งไปที่จุดไหน และตรงจุดนั้นก็คือจุดที่เรารับได้ ถ้าเกินกว่านี้ แปลว่าแย่แล้ว
เนื่องจาก “จุดเซนซิทีฟ” ของแต่ละคนย่อมไม่เท่ากัน บางคนอาจอ่อนไหวในบางเรื่อง ขณะที่เรื่องนั้นๆ สำหรับบางคน อาจไม่มีผลกระทบก็ได้ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องเฉพาะคน ต้องไม่ลอกเลียนกัน ต่างคนต่างต้องไปวิเคราะห์ของตัวเอง และต้องไม่ลืมที่จะสร้างแผนล้อมกรอบ ป้องกันไว้ให้ดีที่สุด
เห็นประโยชน์อย่างนี้แล้ว คงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมผมถึงชวนคุณเป็น “เซนซิทีฟ” ครับ
ชัยพล กฤตยาวาณิชย์ [email protected]



