
แกนนำพธม.พบตำรวจคดียึดสนามบินส.ค.นี้
แกนนำพธม.ถกสู้คดีบุกชุมนุมสนามบิน"ปานเทพ" เผย มติส่วนใหญ่แกนนำนำหลัก-แนวร่วม พร้อมรายงานตัว ตร ส.ค.นี้ ขณะที่บางคน อารยะขัดขืน ไม่รายงานตัวพร้อมแกนนำ ชี้ ตั้งข้อหาไม่ชอบ โฆษกพธม.ขู่ฟ้องกลับแน่ ม.157 , 200 ตำรวจทุกระดับไม่เว้น ผบ.ตร. หากเกี่ยวข้องปฏิบัติหน
(24ก.ค.) ที่บ้านพระอาทิตย์ ถ.พระอาทิตย์ เวลา 13.00 น.พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายปานเทพ พัวพงศ์พันธ์ ประชุมหารือร่วมกับนายสุวัตร อภัยภักดิ์ นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความ กรณีที่แกนนำ พันธมิตร ฯ และกลุ่มแนวร่วม ถูกออกหมายเรียกคดีบุกชุมนุมที่สนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ อย่างไรก็ดีส่วนนายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำ พธม.นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงาน พธม. นั้นไม่ได้ร่วมประชุมเนื่องจากติดภารกิจเกี่ยวกับพรรคการเมืองใหม่ ที่จ.สุราษฎร์ธานี ขณะที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม. อีกคน ได้โทรศัพท์พูดคุยกับแกนนำอื่น ก่อนเข้าประชุม ซึ่งมีแนวทางเดียวกับที่ประชุมส่วนใหญ่
โดยก่อนเริ่มการประชุม นายปานเทพ พัวพงศ์พันธ์ โฆษกพันธมิตร ฯ กล่าวว่า วันนี้พันธมิตร ฯ ได้เชิญบุคคลที่มีรายชื่อทั้งหมด 79 รายชื่อที่ถูกหมายเรียก กรณีชุมนุมที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อกำหนดวิธีในการต่อสู้และให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยภาพรวมเห็นว่าบุคคลที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา มีหลายกลุ่มมีทั้งแกนนำ พธม. ผู้ได้รับเชิญขึ้นมาปราศรัยบนเวที กลุ่มศิลปิน รวมทั้งพิธีกรที่เป็นสื่อมวลชน ซึ่งถูกตั้งข้อกล่าวหาไม่เหมือนกัน และไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว โดยทั้งหมดจะมีวิธีการต่อสู้ไม่เหมือนกัน
เมื่อถามว่า มีการเสนอว่าให้มีการปรองดอง แลกกับการยอมความนั้น นายปานเทพ กล่าวว่า เรื่องนี้เรายืนยันว่าเราไม่ผิด และถูกกลั่นแกล้ง ซึ่งข้อหาเป็นเท็จจึงไม่สามารถยอมรับได้ และขอต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเราพร้อมยอมรับกระบวนการยุติธรรมในทุกกรณี ดังนั้นการปงดองเพื่อให้เลิกแล้วต่อกันจึงไม่ใช่ ใครผิดว่าไปตามผิด ใครถูกว่าไปตามกระบวนการ
ภายหลังเวลา 15.00 น. เมื่อการประชุมเสร็จสิ้น นายปานเทพ โฆษกพันธมิตร ฯ กล่าวว่า ที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าจะเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจตามหมายเรียก พร้อมกันเป็นกลุ่มใหญ่ในวันเดียวกัน ซึ่งนำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง นายพิภพ นายสมเกียรติ นายสมศักดิ์ แกนนำหลัก ยกเว้นบางคนที่เห็นว่าการออกหมายเรียกนั้นไม่ชอบ จึงจะทำการอารยะขัดขืน สงวนสิทธิ์ที่จะยังไม่เข้าพบเจ้าหน้าที่พร้อมกัน โดยการเข้าพบจะมอบหมายให้ทนายความประสานงานเจ้าหน้าที่อีกครั้ง อย่างไรก็ดีเบื้องต้นกำหนดไว้ช่วงเดือน ส.ค.
ทั้งนี้ นายปานเทพ กล่าวถึงการต่อสู้คดีด้วยว่า การที่ตัดสินเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจตามหมายเรียกพร้อมกันกลุ่มใหญ่ ไม่ได้เดินทางไปตามหมายเรียกที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแบ่งเป็นกลุ่มละ 3-4 คน นั้น ไม่ใช่การสร้างกระแสกดดัน แต่เราเห็นว่าเมื่อถูกตั้งข้อหาลักษณะเดียวกัน ก็ควรจะดำเนินการพร้อมกันเพื่อความสะดวกและไม่ให้ความลักลั่น นอกจากนี้การตั้งข้อหาเราเห็นตรงกันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหาเป็นเท็จทั้งสิ้น ซึ่งเราไม่ได้ดำเนินการก่อการร้าย โดยการปิดสนามบินนั้นเป็นเรื่อง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. สั่งดำเนินการเอง โดยไม่ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมการการ ( บอร์ด ) ขณะที่การชุมนุมอยู่แค่พื้นที่ชั้น 4 อาคารผู้โดยสารเท่านั้น ส่วนบริเวณอื่นยังใช้งานได้ปกติ ขณะที่เวลานี้เรารวบรวมหลักฐานทั้งคลิปภาพ หนังสือราชการ ที่สามารถชี้ชัดว่าการตั้งข้อลก่าวหา และการออกหมายเรียกนั้นไม่ชอบ จึงเตรียมที่จะดำเนินฟ้องกลับคดีอาญาอย่างสาสมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องทุกระดับชั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือระดับพนักงานสอบสวน ตามประมวลอาญามาตรา 157 และ 200 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ และกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ซึ่งมาตรา 200 มีโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต
ส่วนจะยื่นร้องเรียนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแหง่ชาติ ( ป.ป.ช.) ด้วยหรือไม่ นายปานเทพ กล่าวยืนยันว่า แน่นอน เพียงแต่การยื่นฟ้องคดีเองนั้นเป็นการใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย ส่วนการร้องเรียน ป.ป.ช. เป็นอีกกรณีหนึ่ง ซึ่งหลักฐานที่เรามีมั่นใจว่าจะชนะทุกคดี
" การต่อสู้เรามีหลักฐานชัดเจนว่าการชุมนุมของพันธมิตร ฯ อยู่แค่เพียงพื้นที่ชั้น 4 ของอาคารผู้โดยสาร สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งยังเหลือพื้นที่ชั้น 1 ที่ยังสามารถ เดินทางข้าไปได้ ไม่ได้เป็นถือเป็นความผิด เพราะก่อนหน้านี้ก็มีการชุมนุมของกลุ่มแท็กซี่ ปิดพื้นที่เพียงบางจุด ก็ยังสามารถดำเนินการเปิดสนามบินได้ ดังนั้นแนวทางการต่อสู้ของเราจึงเห็นว่า การแจ้งข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นเท็จ และเป็นการกลั่นแกล้ง ดังนั้นจึงเห็นว่าจะฟ้องร้องกลับเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง "



