
"มาร์ค"ยันไม่ได้นิ่งนอนใจเลิกพรก.ฉุกเฉินฯ
นายก"อภิสิทธิ์"ยันรบ.ไม่ได้นิ่งนอนใจยกเลิกพรก.ฉุกเฉินฯ ด้าน"ปชป."ชี้ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศไม่ขึ้นอยู่กับพรก.ฉุกเฉินฯ ซัดพท. ยุอานันท์ลาออก หวังฉวยโอกาส อ้างเศรษฐกิจโดยรวม 6 เดือนแรกของปีขยายตัว 10% โว"ท่องเที่ยว-การลงทุน"ฟื้นเร็วเกินคาด
(24ก.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสตอบรับจากหลายฝ่ายที่มีต่อข้อเสนอคณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน ประธานที่ยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลยกเลิกพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินทันทีเพราะละเมิดสิทธิมนุษยชน และไม่สอดรับกับแผนปรองดองแห่งชาติ ว่า เท่าที่ตนอ่านข่าวนี้ และตนได้บอกแล้วว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ และพยายามเร่งรัด แต่ขอย้ำว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่อ้างนั้นต้องแจกแจงกันด้วย เพราะบางครั้งก็พูดกันเฉยๆ แต่การดำเนินการที่กระทบสิทธิมนุษยชนนั้นมีการตรวจสอบอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าไม่มี และมีความระมัดระวัง เมื่อมีข่าวคราวขึ้นมาก็ต้องไปดูแลแก้ไข บางครั้งก็เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เช่น เมื่อมีพ.ร.ก.ฉบับนี้แล้วก็มีการระบุว่ามีการขังลืม ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เพราะกฎหมายภาวะฉุกเฉินไม่ได้อนุญาตให้ดำเนินการแบบนั้น “เรื่องนี้พยายามชี้แจง แต่บางฝ่ายนั้นต้องยอมรับว่าต้องการให้มันสับสน ทำให้เราต้องชี้แจงตลอดเวลา ” นายกฯกล่าว
ด้านนพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ว่า พรรคได้หารือกับคณะทำงานปฏิบัติการทางการเมืองและเห็นว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อประเทศชาตินั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีหรือไม่มีการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่ต่างๆ แต่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวเพื่อโจมตีทำร้ายประเทศไทยทั้งในและนอกประเทศให้กลับมาสู่ความวุ่นวายอีกครั้ง แนวทางของรัฐบาลนั้นคำนึงถึงหลักสำคัญ 2 ข้อคือ 1.หลักในการดูแลรับผิดชอบต่อประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ให้มีความมั่นใจว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมือง หรือการก่อวินาศกรรม และ 2.แนวทางการแยกแยะการดำเนินการต่อผู้ทำผิดกฎหมายออกจากการเคลื่อนไหวของประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองโดยบริสุทธิ์ใจ
นพ.บุรณัชย์ กล่าวต่อว่า คณะทำงานฯ ยังประเมินด้วยว่า การดำเนินการโดยการใช้เครื่องมืออย่างจำกัด ในการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อหยุดยั้งการจราจลในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดในหลายพื้นที่ และการที่สามารถจับกุม และควบคุมตัวแกนนำฝ่ายฮาร์ตคอร์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้อาวุธและการก่อการร้ายโดยกองกำลังนั้น ถือว่ากระบวนการส่วนนี้เริ่มเข้ากระบวนการยุติธรรมตามปกติแล้ว เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าสามารถที่จะเข้าสู่ช่วงของการทยอยประกาศเลิกใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในแต่ละพื้นที่ก่อนที่จะหมดอายุลงตามที่ได้ระบุไว้ ซึ่งแนวทางนี้ถือว่าสอดรับกับข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปของนายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ให้ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) สั่งการให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ จัดทำลำดับขั้นตอนการประกาศยกเลิกการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ก็สอดคล้องกันกับแนวทางของคณะกรรมการปฏิรูปฯ ที่เสนอให้มีการจัดทำโรดแม็ปเพื่อจะทยอยประกาศยกเลิกการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยเร็ว
นพ.บุรณัชย์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกมากดดันให้นายอานันท์ลาออก โดยอ้างว่ารัฐบาลไม่ฟังเสียงคณะกรรมการปฏิรูปฯ ด้วยว่า อยากให้พรรคเพื่อไทยย้อนกลับไปฟังคำพูดของพรรคเพื่อไทยเองด้วยว่า เมื่อครั้งที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการตามกระบวนการปรองดองนั้น พรรคเพื่อไทยได้แสดงความเห็นคัดค้านมาตั้งแต่ต้น การนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นน่าจะเป็นการฉวยโอกาสของพรรคเพื่อไทยจากความคาดหวังของประเทศชาติที่อยากเห็นบ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติมากกว่า อยากให้พรรคเพื่อไทยใช้โอกาสนี้เร่งสร้างความมั่นใจต่อกระบวนการประชาธิปไตย โดยการสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคตัวเองจะดีกว่า
นพ.บุรณัชย์ กล่าวอีกว่า พรรคได้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อกรณีที่มีการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ตั้งแต่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองที่ผ่านมา โดยได้วิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจโดยรวม 6 เดือนแรกของปีนี้นั้น ผลผลิตมวลรวมประชาชาติมีการขยายตัวถึง 10 % ถือว่ายังสูงเป็นอันดับ 2 ในเอเชียอยู่ นอกจากนี้พรรคยังได้มีการประเมินร่วมกับหลายหน่วยงานว่าเศรษฐกิจทั้งปีจะเพิ่มขึ้น 6 - 7.5 % หลังจากก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประเมินไว้ว่าจะอยู่ที่ระดับ 4.5 - 5.5 %
นพ.บุรณัชย์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันภาคที่คิดว่าจะได้รับผลกระทบในเชิงลบต่อการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ตามที่หลายฝ่ายได้วิเคราะห์ไว้ในช่วงต้นปี ได้แก่ ภาคการท่องเที่ยว และการลงทุนนั้น กลับได้รับผลกระทบน้อย และสามารถฟื้นคืนมาเป็นบวกเร็วกว่าที่ทุกฝ่ายเคยวิเคราะห์ไว้ ในการลงทุนนั้นพบว่าดัชนีการลงทุนขยายเป็นบวกสูงสุดเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ในขณะที่สัดส่วนการของการส่งเสริมการลงทุน BOI นั้นอาจจะสูงถึง 5 แสนล้านบาทตลอดปีนี้ ในขณะที่ภาคที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เช่น ภาคการส่งออกพบว่าขยายตัวสูงสุดในไตรมาศที่ 2 ถึง 42 % ซึ่งถือว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้สอดรับกับการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ให้ความสำคัญกับสถานการณ์ทางการเมืองในครึ่งปีหลังของปีนี้ว่า จะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดที่จะกำหนดว่าเศรษฐกิจทั้งปีจะขยายตัวตามเป้าที่ได้ระบุไว้หรือไม่ ซึ่งจะบ่งบอกว่ารัฐบาลได้ใช้แนวทางในการหาจุดสมดุลย์ของการสร้างความมั่นใจโดยการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่เพียงจำกัด และขณะเดียวกันก็ตอบคำถามและสร้างแนวทางว่าจะทำอย่างไรให้การทยอยเลิกใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯนั้น ดำเนินไปโดยไม่ทำให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง
"พรรคมั่นใจว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่ยืนยันว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จอย่างสูง ในการพลิกวิกฤติเศรษฐกิจกลับมาเป็นการขยายตัวของเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ประเทศชาติประสบวิกฤติการเมือง และวิกฤติเศรษฐกิจนั้น ถือเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่นใจให้กับเศรษฐกิจของประเทศได้อีกครั้ง และเชื่อว่าเป็นการประเมินที่ตรงกันระหว่างหน่วยงานภายในโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกับหน่วยงานภายนอกทั้ง IMF และธนาคารพัฒนาเอเชีย ที่เห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ช่วงที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรการของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกต่อไป และขณะเดียวกันภาระที่เคยมีการวางแผนไว้ว่าอาจจะต้องหวังพึ่งเงินกู้นั้น ขณะนี้อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าปัจจัยในการประคองไม่ให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองนั้นก็มีส่วนสำคัญในการฟื้นคืนความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจด้วย " โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว



