
ปชป.ใจระทึก-นปช.รอเก็บเกี่ยว
ผลการประเมินความนิยมของผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 6 กทม.ของตำรวจสันติบาล ไม่ได้นอกเหนือความคาดหมายของคนทั่วไปนัก
พนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนนิยมนำ ก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช.ที่ถูกฝากขังอยู่ในเรือนจำคลองเปรม ข้อหาก่อการร้าย ที่ลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย
อาจข้องใจว่า เหตุใดผู้สมัครอีก 4 ราย จึงไม่อยู่ใน "จุดสนใจ" เท่าที่ควรของคนทั่วไป รวมทั้งตำรวจสันติบาล นั่นเพราะทุกคนต่างก็ตกผลึกกันหมดแล้วว่า ศึกเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้คือสัญลักษณ์ หรือสนามย่อยของการต่อสู้ที่ได้ย้ายจากสี่แยกราชประสงค์มาที่ เขต 6 กทม.เรียบร้อยแล้ว
ถึงแม้พื้นที่เขต 6 กทม.จะมีสภาพที่เรียกว่า "เมือง" ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนเป็น "เขตรอบนอก" อีกส่วน แต่อิทธิพลของการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของคนในพื้นที่ หากดูที่ผ่านมา กลับ "ไว" ต่อกระแสการเมืองอย่างไม่น่าเชื่อ
จากก่อนหน้านี้ที่พรรคประชาธิปัตย์เคยครองพื้นที่ ก็พลิกกลับเป็นพรรคไทยรักไทย ได้เพียงแค่ข้ามคืน ด้วยความแรงของกระแสนิยม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
แต่นั่นเป็นเรื่องก่อนหน้าที่กระแสการเมืองยังพุ่งไปไม่ถึงขั้นที่กระแสนิยมถูกปลุกให้ลุกขึ้นต่อต้านกลุ่มการเมืองอีกกลุ่ม และเหตุการณ์ได้ลุกลามไปจนถึงขั้นเกิดจลาจล
ฝ่าย นปช.ต้นสังกัดของก่อแก้ว เชื่อว่า ที่ผ่านมาคือการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง และเมื่อมีการเลือกตั้งซ่อม การตัดสินใจก้าวสู่เวทีเปิดจึงเป็นการเดินหน้าเพื่อหาแนวร่วมที่ชัดเจน โดยมีฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยเป็นต้นทุน
ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร นปช.ก็ยังเชื่อว่า ได้มากกว่าเสีย !
ถ้าผลออกมาชนะนั่นไม่ต้องพูดถึงว่า "การต่อยอด" จะออกมาในทุกรูปแบบ
ถ้าแพ้ คะแนนที่ได้ก็จะถูกนำไปอ้างอิงว่าเป็นคะแนนสงสารที่ ก่อแก้ว ถูกอำนาจรัฐกดขี่
แต่ไม่ว่าแพ้หรือชนะ ในส่วนของ นปช.ก็ได้คะแนนนิยมจากผู้คนที่เดินทางมาฟังการปราศรัยที่ไม่ขัดต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั่นก็คือ การรักษาฐานกำลังของคนเสื้อแดงเอาไว้
สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ งานนี้แม้ว่าจะเป็นเพียง 1 เสียง จะไม่ทำให้เกิดการพลิกขั้วการเมือง หรือรัฐบาลมีอันเป็นไป แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้ความพ่ายแพ้เดินเข้ามาหา
นั่นคือที่มาของการทุ่มเทสรรพกำลัง โดยเฉพาะแกนนำพรรคที่แบ่งพื้นที่กันลงช่วย พนิช หาเสียงชนิดไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เพราะต่างรู้ดีว่า หากเกิดความพ่ายแพ้ไม่เพียงแค่ 1 เสียงในสภาหายไป หากแต่การถามไถ่ถึง "ความชอบธรรม" ในการจัดการกับคนเสื้อแดงด้วยกฎหมายพิเศษ รวมไปถึงการกระชับพื้นที่จนมีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 คน บาดเจ็บอีกเกือบ 2,000 คน จะโหมกระหน่ำรัฐบาลทันที
นั่นคือที่มาของการตั้งเวทีปราศรัย 4 จุดใน 4 เขตปกครองของโค้งสุดท้ายของการหาเสียง
บัญญัติ บรรทัดฐาน ไตรรงค์ สุวรรณคีรี อภิรักษ์ โกษะโยธิน ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พร้อมแกนนำพรรค ถูกจัดวางกำลังแยกกันในแต่ละเวที ที่ตั้งใน 4 เขต
โดย ชวน หลีกภัย นั้น มาเดินช่วยหาเสียงให้ถึง 3 ครั้งในก่อนหน้านั้นแล้ว
อย่างไรก็ตาม ประชาธิปัตย์ก็ยังไม่แน่ใจกับ 2 เขต คือ หนองจอก และคลองสามวา เพราะ 2 เขตนี้ไม่มี ส.ก.และ ส.ข.ของพรรคอยู่เลย
ตรงนี้ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่า หากได้ชัยชนะการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ ก็คงจะทิ้งคู่แข่งไปไม่มากนัก !
แต่ก็เชื่อว่า น่าจะส่งผลถึงการเมืองในภาพรวม ซึ่งผลดังกล่าวนั้น ไม่อาจคาดคำนวณได้ว่าจะกระทบเพียงแค่ระยะสั้น หรือลากยาวไปถึงอนาคตทางการเมืองของพรรค และพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่
แน่นอนว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่อาจปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นแน่
แต่ประชาธิปัตย์จะทำอย่างไร ในเมื่อสุดท้ายขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนในเขตบึงกุ่ม หนองจอก คันนายาว และคลองสามวา !
ข้อมูลทางกายภาพเขตเลือกตั้งที่ 6 กทม. ประกอบด้วย เขตคลองสามวา เขตบึงกุ่ม เขตคันนายาว และเขตหนองจอก มีประชากรรวม 536,058 คน ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 389,493 คน จากจำนวนหน่วยเลือกตั้ง 550 หน่วย
1.เขตหนองจอก ประชากร 147,668 คน ผู้มีสิทธิ์ 103,695 คน หน่วยเลือกตั้ง 138 หน่วย
2.เขตคลองสามวา ประชากร 154,766 คน ผู้มีสิทธิ์ 110,939 คน หน่วยเลือกตั้ง 157 หน่วย
3.เขตบึงกุ่ม ประชากร 147,712 คน ผู้มีสิทธิ์ 111,957 คน หน่วยเลือกตั้ง 150 หน่วย
4.เขตคันนายาว ประชากร 85,912 คน ผู้มีสิทธิ์ 62,902 คน หน่วยเลือกตั้ง 105 หน่วย
ยศวดี หงษ์ทอง/ ณยา ใจกาวัง



