ข่าว

อภิสิทธิ์เล็งใช้อำนาจตัวเองทยอยยกเลิกฉุกเฉิน

อภิสิทธิ์เล็งใช้อำนาจตัวเองทยอยยกเลิกฉุกเฉิน

23 ก.ค. 2553

“นายกฯ”เตรียมใช้อำนาจตัวเอง ทยอยยกเลิกใช้ พรก.ฉุกเฉินอีก ยันต่อไปนี้ไม่ต้องเข้า ครม. เลขาบอร์ดปฎิรูปเร่ง“รบ.”กำหนดโรดแมพเลิกฉุกเฉิน

(23ก.ค.) เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเรียกนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เข้าพบเป็นเวลาประมาณ 40 นาทีว่า เป็นการหารือเรื่องของพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุเฉิน เนื่องจากในที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา ครม.ได้พิจารณาการยกเลิกการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ 3 จังหวัด ตนได้มอบหมายให้นายถวิล สรุปเรื่องการใช้อำนาจต่างๆ ในพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และในพื้นที่ต่างๆเข้ามานั้น เพื่อเป็นฐานในการพิจารณายกเลิกในพื้นที่อื่นๆต่อ นายถวิลจึงได้มาสรุปในภาพรวม และตนได้พูดถึงกรณีข้อเสนอแนะของคณะกรรมการปฏิรูป ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ที่มีความเห็น ซึ่งนายถวิลบอกว่าจะนำไปประกอบกรพิจารณาในที่ประชุม ศอฉ.ในเย็นวันเดียวกันนี้ ( 23 ก.ค.) และความเห็นดังกล่าวไม่ได้เป็นเพราะความเห็นของกรรมการปฏิรูป

 ผู้สื่อข่าวถามว่าข้อเสนอของกรรมการปฏิรูปทำให้รัฐบาลต้องเร่งพิจารณายกเลิก พรก.ฉุกเฉินโดยเร็ว หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อันที่จริงเป็นความพยายามที่รัฐบาลพยายามทำอยู่แล้ว แต่การประเมินของฝ่ายต่างๆย่อมมีความแตกต่างกัน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าถ้าเป็นคนที่มองจากภายนอกคงอยากเห็นทุกอย่างกลับสู่ภาวะ ปกติคือไม่มีการใช้กฎหมายพิเศษโดยเร็วที่สุด แต่ถ้ามองจากมุมฝ่ายผู้ปฏิบัติงานด้านความมั่นคงเขาก็จะมีความกังวลจึงจะมี ลักษณะอนุรักษ์ว่าไม่อยากจะยกเลิก ซึ่งตนก็อยู่ตรงกลาง เพราะต้องการเห็นทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว อย่างที่พูดมาตลอดว่าไม่ต้องการใช้กฎหมายพิเศษเกินความจำเป็น แต่ขณะเดียวกันตนก็ต้องรับผิดชอบ หากมีการยกเลิกแล้วเกิดความวุ่นวายขึ้น ซึ่งจะเป็นผลเสียมาก บางคนอาจจะบอกว่ายกเลิกวันนี้ก็ได้ แล้วถ้ามีอะไรพรุ่งนี้ก็ประกาศใหม่ พูดอย่างนั้นก็พูดได้แต่ต้องคิดถึงผลกระทบเชิงภาพลักษณ์ของประเทศด้วยเหมือน กันว่าจะเป็นอย่างไร ดังนั้น รัฐบาลจต้องเดินหน้าที่จะยกเลิก แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้เป็นปัญหา

 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พร้อมๆกันไปยังมีอีก 2 สิ่งที่ต้องทำให้มากขึ้นคือ 1. การชี้แจงความเข้าใจ ผิดที่เกี่ยวกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะในแต่ละวันยังมีการนำเสนอประเด็นที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการใช้อำนาจพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และต้องยอมรับว่าในบางพื้นที่ บางกรณีเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจ พรก.ตามกฎหมาย แม้ทำแล้วจะเป็นผลดีด้านความมั่นคง แต่ก็อาจตกเป็นเหยื่อการเคลื่อนไหวที่ต้อง การสร้างให้เรื่องนี้เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งให้เกิดขึ้นอีก

 ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่ากรรมการปฏิรูปจะน้อยใจที่รัฐบาลไม่ทำทันทีและอาจมีกรรมการบางคนลาออก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงไม่ใช่เรื่องที่จะทำทันทีทันใด เพราะถ้อยคำที่กรรมการใช้บอกว่า “ โดยเร็ว ” และกรรมการได้แสดงความเข้าใจต่อมุมมองของทางรัฐบาล ซึ่งตนยืนยันว่าแนวทางของกรรมการกับรัฐบาลก็สอดคล้องกันอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่ยกเลิกก่อนครบ 90 วันในหลายจังหวัดที่ผ่านมา และรัฐบาลพยายามเดินหน้าอย่างต่อเนื่องไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยจะทำให้เร็วที่สุด

 เมื่อถามว่าจะยกเลิกเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้าทำทันทีตนตอบได้เลยว่าคงยังไม่ยกเลิกทั้งหมด แต่จะทำเป็นลำดับไป ซึ่งจะช่วยให้สามารถตอบโจทก์ได้ทั้ง 2 ด้าน เพราะถ้ากระโดดไปเร็วเกินไปแล้วพลาดขึ้นมามันก็เป็นความเสียหาย และไม่เป็นผลดีต่อสิทธิของประชาชนเอง และต้องดูด้วยว่าไม่ควรเก็บปัญหาไว้ถ้าไม่มีความจำเป็น

 เมื่อถามว่ากรรมการปฏิรูประบุเหตุผลว่าถ้ายังประกาศใช้ พรก.อยู่จะไม่สร้างบรรยากาศเรื่องความปรองดอง แล้วนายกฯ คิดว่า พรก.ฉุกเฉินเป็นอุปสรรคต่อเรื่องดังกล่าวหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนคิดว่าต้องระวังถึงได้ให้นายถวิลไปสรุปข้อมูลมาว่าการใช้อำนาจอยู่ตรงไหนอย่างไร เพราะถ้าถามประชาชนทั่วไปก็ไม่ได้รับผลกระทบ แต่บางส่วนมีความกังวล เพราะมีประชาชนผู้ที่เดือดร้อนและต้องการแสดงออกทางการเมือง แต่ก็กังวลว่าจะมีปัญหากับ พรก.ฉุกเฉิน แต่ ขณะเดียวกันเมื่อมีรายงานถึงการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ในลักษณะที่ไม่เหมาะ สมในแง่ของการสร้างบรรยากาศความปรองดองก็ได้มีการตัดเตือนและตรงไหนถ้าจะยก เลิกได้ก็จะยกเลิกไม่ต้องห่วง

 เมื่อถามว่าสัปดาห์หน้าจะยกเลิกได้กี่จังหวัด นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนคงยังระบุเป็นตัวเลขไม่ได้ แต่ตนเชื่อว่าจะยกเลิกได้ไปเป็นลำดับ และต่อไปคิดว่าคงไม่ต้องรอที่ประชุม ครม.เพราะหากฝ่ายความมั่นคงรายงานมาโดยตรงว่าเห็นควรยกเลิกพื้นที่ไหน ตนก็จะใช้อำนาจนายกรัฐมนตรียกเลิกไปเลย ซึ่งการยกเลิกก็จะทำไปเป็นลำดับจนไม่มีจังหวัดไหนใช้ พรก.ฉุกเฉินอีก

 ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน จะมีผลต่อธุรกรรมทางการเงินของกลุ่มคนด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องคดีความตนมอบหมายให้เจ้าหน้าที่สรุปมาว่าจะมีผลกระทบหรือไม่ ในภาพรวมขณะนี้ตัวคดีคงไม่กระทบ สามารถเดินต่อไปได้เพียงแต่จะมีบางประเด็นเท่านั้นที่ต้องพิจารณา อาทิ อำนาจการค้นที่อาจจะไม่สะดวก ซึ่งจะพยายามสอบถามไปให้ลึกโดยเฉพาะคดีหลักเรื่องการก่อการร้ายว่ามีผลกระทบ หรือไม่อย่างไร

 เมื่อถามว่ารูปแบบที่รัฐบางยังเป็นห่วงและคิดว่ายังต้องคงพรก.ฉุกเฉินต่อไป คือ ปัญหาการก่อวินาศกรรมหรือการกลับมาชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงอีก นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอเรียนว่าปัญหาพื้นฐาน ตั้งแต่ต้นต้องยอมรับว่าคนส่วนใหญ่ที่มาชุมนุมไม่ได้มีปัญหา ไม่ต้องการมาสร้างความวุ่นวาย ไม่ต้องการให้มีความรุนแรง แต่มีหลายคนไม่ทราบว่าการที่เขามาชุมนุมในที่เช่นที่ราชประสงค์มันก่อให้เกิดปัญหาความเดือดร้อน นอกจากนี้มีกลุ่มคนอีกกลุ่มที่ไม่ยึดหลักสันติวิธี เวลาชุมนุมได้ก่อกิจกรรมที่ทำให้เกิดความรุนแรง และนำไปสู่ความสูญเสีย นี่คือปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความสูญเสีย

 “ เวลาที่ไม่มีกลุ่มคนมาร่วมชุมนุมมากๆ คนกลุ่มนี้เคลื่อนไหวไม่ได้ง่ายๆ เพราะถ้าไปก่อเหตุการติดตามจับกุมมันก็จะง่าย เวลาที่เขาไปซ่อนหลังผู้หญิง ซ่อนอยู่ข้างหลังเด็ก ซ่อนอยู่หลังคนที่มาด้วยเจตนาบริสุทธิ์ อันนี้แหละที่เป็นปัญหาใหญ่มาก ที่ยังไม่มีใครมีคำตอบที่ชัดเจนว่าแล้วจะให้จัดการอย่างไร ตรงนี้จึงเป็นจุดที่ผมบอกว่าต้องค่อยๆทำความเข้าใจว่าการเคลื่อนไหวด้วยว่าสิทธิตามรัฐธรรมนูญนั้นทำได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าการชุมนุมตั้งแต่เดือน เม.ย.มานั้นศาลชี้แล้วว่าเป็นการใช้สิทธิ์เกินเลยรัฐธรรมนูญ และเป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย แต่สุดท้ายเพราะมี กลุ่มที่ใช้อาวุธ ใช้ความรุนแรงเข้าไปปะปนอยู่ แต่ถ้ากลุ่มที่มาชุมนุมด้วยความบริสุทธิ์ใจจะมาช่วยชี้เบาะแสให้จัดการกับ คนเหล่านี้ปัยหาก็จบ แต่ถ้ายังเปิดโอกาสให้คนเหล่านี้ใช้มวลชนเป็นเครื่องมือกีความจำเป็นในการหา มาตรการด้านความมั่นคงเพื่อแก้ปัญหานี้ให้ได้ ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

เลขาบอร์ดปฎิรูปเร่ง“รบ.”กำหนดโรดแมพเลิกฉุกเฉิน
 
 นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด เลขานุการคณะกรรมการปฎิรูปประเทศ ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน กล่าวว่า ข้อเสนอของคณะกรรมการฯไม่ได้ให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินทันทีแต่ให้ยกเลิกโดยเร็ว เข้าใจว่ารัฐบาลคงต้องใช้เวลาบ้าง แต่คงจะไม่ใช้เวลาแบบปกติธรรม คงต้องกำหนดขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การยกเลิกเป็นการเร่งด่วน เพราะยิ่งใช้กฎหมายฉุกเฉินนานเท่าไหร่ก็จะกระทบต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมืองของรัฐบาลเอง และไม่เอื้ออำนวยให้เกิดบรรยากาศของการปฎิรูปประเทศด้วย