
"อภิสิทธิ์"ระบุความปรองดองเป็นปณิธานสูงสุด
"อภิสิทธิ์" ระบุความปรองดองเป็นเป้าหมายสูงสุด ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีศักดิ์ศรี ไม่เบียดเบียนขัดแย้ง เผย ยึด หลักอดทนอดกลั้น มีสติ เป็นหลักบริหารบ้านเมือง เผย เรื่องคลื่นความถี่ พร้อมกันพื้นให้สื่อมีส่วนร่วม
(23ก.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามพิธีกรว่าสิ่งที่เป็นปณิธานสูงสุดที่อยากได้หรือ อยากจะขอจากประชาชนในช่วงวันเข้าพรรษาคืออะไรระหว่างบันทึกเทปรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” ที่วัดประยุรวงศาวาสวรวิหารว่า เราได้ผ่านเหตุการณ์ร้ายๆ มามาก มาถึงตรงนี้คิดว่าทั้งตนและประชาชนน่าจะใช้เวลาในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้ามานั่งคิดดูว่าอยากให้บ้านเมืองเป็นอย่างไร ซึ่งมั่นใจว่าทุกคนอยากให้เดินไป ข้างหน้าทั้งสิ้น
ดังนั้นหากอยากให้ประเทศเดินไปข้างหน้าเราก็ต้องเริ่มจากตัวเอง โดยไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ไม่ขัดแย้งกันเพราะถ้าปล่อยให้ทุกอย่างมีการแบ่งแยกกัน ก็ไม่มีใครได้ประโยชน์ ทั้งนี้ตนก็ทำหน้าที่ของตัวเอง มีสติและพยายามทบทวนตลอดเวลาโดยมีความปรองดองเป็นเป้าหมายสูงสุดซึ่งเมื่อบ้านเมืองกลับเข้าสู่ความปรองดองแล้ว สิ่งที่เป็นเป้าหมายคือปรารถนาให้ ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ในสังคมให้เกียรติซึ่งกันและกันมีความสงบสุข มีศักดิ์ศรี โดยไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ไม่ขัดแย้งก็จะทำให้เดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจได้
“ผมอยากให้แต่ละคนคิดเอง แต่ไม่ใช่คิดว่าตัวเองจะได้อะไรแต่ อยากให้คิดว่าบ้านเมืองจะได้อะไรมากกว่า” นายกรัฐมนตรี กล่าว
สำหรับหลักธรรมที่ใช้ในการทำงานบริหารประเทศนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตอบยาก เพราะในการดำรงชีวิตและตัดสินใจ คงต้องดูแลสถานการณ์แต่ละสถานการณ์ต้องอาศัยหลักคิด หลักปฏิบัติ แต่ช่วงที่ผ่านมา “หลักอดทนอดกลั้น” และการมี “สติ” เป็นสิ่งสำคัญที่สุด และตนเชื่อในเรื่องเหตุผลเวลาทำอะไรจะต้องมีเหตุผลรองรับ และอธิบายได้
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า รัฐบาลพยายามจะเพิ่มช่องทางให้เด็กเยาวชนเข้าถึงธรรมะ โดยงานสำคัญที่รัฐบาลจะผลักดันมี 2 ส่วน คือ 1.พยายามปรับหลักสูตร ระบบการศึกษา ถอดหลักสูตรที่ซับซ้อนร้อยละ 30 ออก และจะขอให้ปลูกฝังหรือสอนในเรื่องคุณธรรม จริยธรรมโดยส่งเสริมการเรียนรู้โดยผ่านกิจกรรม และปฏิบัติจริง 2.รัฐจะพยายามเปิดพื้นที่ในช่องทางสื่อ เพื่อให้ธรรมะเข้าถึงเยาวชน และประชาชนให้มากขึ้น ซึ่งในเรื่องคลื่นความถี่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ แต่จะกันพื้นที่เพื่อให้มีสื่อเพื่อส่วนร่วมซึ่งตรงนี้จะเป็นการบ้านสำคัญสำหรับหลายหน่วยงานที่จะต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้ สอดคล้องกับนโยบายตรงนี้



