
ทำไมต้อง"ขออภัย?"..ทำไมต้อง"ยกโทษ?"
การ "ขออภัย" และ "ยกโทษให้"...หรือ "ขอโทษ" และ "ให้อภัย" นั้น "คือจุดเริ่มต้นของการปรองดอง...ซึ่งเป็นจุดแรกที่จะทำให้สังคมเดินไปสู่เส้นทางแห่งสันติ" ได้
ทัศนคติของคนในศาสนาคริสต์ แตกต่างจากศาสนาพุทธของเราตรงที่ เขาอนุญาตให้คนที่ทำผิดหรือพลาดไปแล้วสามารถ "ไถ่บาป" ได้ด้วยการ "สารภาพ" แล้วพระผู้เป็นเจ้าก็จะมีการ "ให้อภัย" forgiveness เพื่อ "ให้โอกาส" คนที่ทำผิดแล้วสำนึกได้ ได้ปรับตัวและก้าวเดินไปข้างหน้า สร้างอนาคตใหม่ และมีชีวิตอยู่ได้โดยปกติอีกครั้ง
แต่ในศาสนาพุทธของเรา "บาป" และ "บุญ" นั้นเกิดจากผลของการกระทำที่ไม่สามารถลบล้างออกไปได้ เมื่อชาวพุทธทำความผิด บาปนั้นจะถูกยมบาลจารึกลงไปบนหนังหมา ในขณะที่บุญถูกจารึกไว้ในแผ่นทอง และพร้อมจะนำมาเปิดเช็กบิลหลังจากที่เราตายไปแล้ว ถ้าใช้ไม่หมดยังสามารถนำติดตัวไปใช้ได้อีกในหลายภพหลายชาติ
นี่คือความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในทางแนวคิดของสองศาสนานี้
ดังนั้นเราจึงมักจะเห็นได้ว่าการกล่าวคำ "ขอโทษ" และ "ให้อภัย" นั้นต้องใช้ความกล้าหาญเป็นอย่างมากสำหรับคนในซีกโลกตะวันออก (ไม่เฉพาะแต่คนไทย) บางทีก็ไม่ให้ความสำคัญไปเลยก็มี เพราะมันไม่ใช่วัฒนธรรมของเรา
แต่สำหรับคนในซีกโลกตะวันตกแล้ว เขาให้ความสำคัญกับคำว่า "ขอโทษ" และ "ให้อภัย "นี้มากและถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาเยียวยาอารมณ์ที่เจ็บปวด โกรธ กลัว เคียดแค้น เกลียดชัง และอาฆาตมาดร้ายที่เกิดจากความขัดแย้งแล้วนำไปสู่สงครามกลางเมือง หรือแม้แต่สงครามระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างไม่รู้จบไม่รู้สิ้น
เป็นต้นว่าเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา...ทันทีที่นายเดวิด คาเมรอน เข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ เขาได้กล่าว "ขอโทษ" ครอบครัวของผู้ประท้วงชาวไอร์แลนด์ 13 คน ที่ถูกทหารอังกฤษฆ่าตายในเหตุการณ์ที่เรียกว่า Bloody Sunday ในปี 1972
เช่นเดียวกัน ในปี 2008...นายเควิน รัดด์ นายกรัฐมนตรีของออสเตรเลีย ทันทีที่ได้รับตำแหน่งเขาได้กล่าว "ขอโทษ" ชาวอะบอริจินซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของออสเตรเลียที่ถูกกระทำโดยการฆ่าหรือทรมานตลอดจนการกีดกันที่ทำกินและสิทธิประโยชน์อื่นๆ ในรัฐสภาโดยคนผิวขาวมาเป็นเวลาช้านาน
ทำไมต้อง "ขอโทษ" ?...ทำไมต้อง "ให้อภัย" ?
คนตะวันตกถือว่าการ "ขอโทษ" และ "ให้อภัย" ซึ่งเป็นสองด้านของอารมณ์นั้นเป็นเหมือนคลื่นแห่งความสำนึกผิดที่สามารถแทรกเข้าไปละลายความรู้สึกเจ็บปวดที่เกิดจากบาดแผลของความขัดแย้งแล้วซึมลึกเข้าไปเกาะยึดและแช่แข็งอยู่ในหัวใจของคนได้ ทำให้มีพื้นที่ว่างพอที่แสงสว่างจะสะท้อนเข้าไปทำให้เจ้าตัวมองเห็นทางออก
การ "ขอโทษ" และ "ให้อภัย" นั้นมีความละเอียดอ่อนมาก ไม่ใช่ขอโทษแล้วให้อภัยแล้วก็จบกันไป แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรักษาที่ยาวนาน โดยเฉพาะบาดแผลลึกๆ ที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติซึ่งนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างประเทศในคาบสมุทรบอลข่าน หรือระหว่างการเหยียดสีผิวในประเทศแอฟริกาใต้ และความขัดแย้งระหว่างชนชั้นเช่นในแถบตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นๆ เป็นต้น
คณะกรรมการสมานฉันท์หลายต่อหลายยุคที่พยายามเข้าไปแก้ปัญหาแต่ไม่สามารถคลี่คลายและสร้างสันติภาพขึ้นมาได้ จึงได้นำวิธีการนี้มาเป็นเครื่องมือเพื่อที่จะหาทางออกให้สังคมเหล่านั้นเดินหน้าไปได้ โดยทิ้งความขัดแย้งไว้ข้างหลัง ลืมอดีตที่เจ็บปวดนั้นไปเสีย แล้วสร้างอนาคตใหม่ขึ้นมา
ส่วนกรณีที่มักจะมีคนถามว่า "เพียงแค่การขอโทษและให้อภัยจะสามารถบรรลุการประนีประนอมและสันติภาพที่ยั่งยืนหรือไม่?" นั้น...ต้องอยู่ที่องค์ประกอบอีกมากมาย ซึ่งเป็นหน้าที่ของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะต้องตกลงและร่วมมือกัน
และคำ "ขอโทษ" และ "ให้อภัย" นั้นต้องตั้งอยู่บนฐานของความจริงใจ และ "สำนึกผิด" อย่างแท้จริงด้วย...การปรองดองจึงจะเกิดขึ้นได้
แทนสุทธิชัย หยุ่น
ภาพลวงตา
http://www.oknation.net/blog/Illusions



