
อีกครั้งที่ โลกต้องหมุนกลับสู่ความพอเพียง บทเรียนราคาแพงจากประเทศกรีซ (2)
ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ผมจะมาเปรียบเทียบวิกฤติการณ์ทางการเงินที่กำลังเกิดขึ้นที่ ประเทศกรีซ เพื่อเป็นการเตือนสติเอาไว้ หาก ประเทศไทย เตรียมการกันไม่ทันก็อาจจะเกิดซ้ำรอยขึ้นอีก และเพื่อที่จะได้เรียนรู้ไม่ให้ผิดพลาดซ้ำ
อีก เพราะหากพิจารณากันลึกๆ แล้ว ประเทศกรีซ นั้น มีความคล้ายคลึงกับประเทศไทย อยู่หลายส่วนครับ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเติบโตอย่างรวดเร็ว และสร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศเหมือนกัน รวมทั้งยังมีรายได้หลักอีกทางหนึ่งจากผลผลิตทางการเกษตรเหมือนกัน ซึ่งก็ไม่แน่นะครับ หากมีการศึกษาวิเคราะห์เจาะลึกแบบเอาจริงเอาจัง เราอาจจะได้เรียนรู้จากบทเรียนของ กรีซ ได้บ้าง ในวิกฤติการณ์ทางการเงินที่กำลังเกิดขึ้นในครั้งนี้
แท้จริงแล้ว ประเทศกรีซ มีชื่อเป็นทางการที่เราไม่ใคร่คุ้นเคยนัก คือชื่อ สาธารณรัฐเฮเลนิกช์ วิกฤติการณ์ทางการเงินครั้งนี้ มีการถกกันหลากหลายแง่มุมถึงเหตุและผลที่จะตามมาอันเกิดจากวิกฤติการเงินที่เกิดขึ้น อีกทั้งบรรยากาศทางการเมืองในภาคประชาชนก็มีบรรยากาศร้อนแรงไม่น้อยกว่าบ้านเรา มีการเดินขบวนประท้วงกันบ่อยครั้งในพื้นที่ต่างๆ รอบ เมืองเอเธนส์ ในย่านธุรกิจสำคัญๆ รวมทั้งมีการประท้วงหยุดให้บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟ รถโดยสาร กันบ่อยครั้ง จะเห็นได้ว่าบรรยากาศทั่วไป ชาว กรีก จำนวนไม่น้อยมีความโกรธแค้นรัฐบาลพอควร อาจเป็นเพราะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการตัดและลดผลประโยชน์ตามนโยบายที่ รัฐบาลกรีซ จำเป็นต้องทำในปัจจุบัน เพื่อลดภาระการขาดดุลทางการเงิน อีกทั้งยังเป็นไปตามข้อตกลงเมื่อยอมรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ
ที่เหมือนกันอีกอย่างคือ ทั้งคน กรีก และคน ไทย เป็นคนง่ายๆ สบายๆ ชอบสนุกสนาน อันนี้จริงๆ อาจจะต้องบอกว่าคล้ายเท่านั้น เพราะคน กรีก ดูท่าจะสบายผ่อนคลายกว่าคน ไทย เยอะ อย่างใน เมืองเอเธนส์ เวลาทำการของบริษัทห้างร้านส่วนใหญ่ คือ แปดโมงเช้าถึงบ่ายสองโมงเย็น ทุกวันจันทร์ถึงพฤหัสบดี ส่วนวันศุกร์เปิดทำการตอนแปดโมงเช้าและปิดทำการตอนบ่ายโมงครึ่ง แต่เวลาทำการของห้างร้านในสถานที่ท่องเที่ยวอาจแตกต่างกันไปในแต่ละย่าน อย่างในบริเวณย่านท่องเที่ยว ร้านค้าอาจเปิดดึกถึงสามทุ่ม หรือบางร้านถึงเที่ยงคืนก็มี โดยนิสัยแล้วคน กรีก ชอบตื่นสาย กินอาหารเช้าเกือบเก้าโมง แล้วไปกินข้าวเที่ยงอีกทีตอนบ่ายสองถึงบ่ายสามโมงเย็น ส่วนข้าวเย็นนั้นเริ่มตอนสองทุ่มถึงสามทุ่ม
นอกจากความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ และความช่วยเหลือจากประเทศใน กลุ่มยูโรโซน ด้วยกัน โดยมี ประเทศเยอรมนี ซึ่งมีความเข้มแข็งที่สุดในด้านเศรษฐกิจและการลงทุน เป็นผู้นำกระบวน (หากจะว่ากันตามตรงก็ช่วยแบบไม่ค่อยจะเต็มใจเท่าไรนัก แต่ถ้าปล่อยให้ กรีซ ล้มครืนลง ค่าเงิน ยูโร จะแย่หนักกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ และจะเกิดปัญหาลุกลามไปยังประเทศอื่นใน กลุ่มยูโรโซน) เงินที่ใช้ในการลงทุนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของ กรีซ ในปัจจุบันจำเป็นต้องพึ่งพิงเงินจากต่างชาติ แต่ที่น่าหนักอกหนักใจ คือ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อ รัฐบาลกรีซ นั้น ดูท่าจะตกต่ำย่ำแย่ลงไปเรื่อยๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในตัวเลข Soveriegn CDS Spread ที่ตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นเท่าไร หมายถึง นักลงทุนหมดความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเงินการคลังของรัฐบาล กรีซ มากขึ้นเท่านั้น
พื้นที่หมดครับเอาไว้ต่อในบทสุดท้ายในสัปดาห์หน้าของ “อภิมหากาพย์ วิกฤติการณ์ทางการเงินของสาธารณรัฐเฮเลนิกช์” ดูหนังดูละครก็เพื่อย้อนกลับมาดูตัวเอง ผมเชื่อว่าบทเรียนราคาแพงที่ได้เรียนรู้จาก ประเทศกรีซ น่าจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยกับ ประเทศไทย อันเป็นที่รักยิ่งของเราครับ
เรือนชานบ้านเมือง
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



