
ชนบทเปลี่ยนมานานแล้ว
วันอาทิตย์ที่ผ่านมา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จัดราชดำเนินเสวนาเรื่อง จุดเปลี่ยนชนบท จุดเปลี่ยนฐานการเมือง ซึ่งวิทยากรผู้ร่วมเสวนาต่างเห็นตรงกันว่า ชนบทเปลี่ยน และฐานการเมืองก็เปลี่ยน
สำหรับผมเอง เห็นว่า "ชนบทไทย" มันเปลี่ยนมานานแล้ว ตอนที่ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เขียนทฤษฎี "สองนคราประชาธิปไตย" ผมก็ไม่เห็นด้วยทั้งหมด
การเมืองในชนบทไทยเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ตั้งแต่ฤดูเลือกตั้งปี 2518 เมื่อรัฐธรรมนูญ 2517 เปิดเสรีทางการเมือง เปิดประตูให้ "ทุนนิยมท้องถิ่น" ก้าวเข้าสู่รัฐสภาอย่างสง่าผ่าเผย
พ่อค้าเหล้า พ่อค้าไม้ พ่อค้าพืชผลการเกษตร...พาเหรดเข้าสู่ถนนสายเลือกตั้ง และวางทายาทไว้สืบทอดมรดกการเมืองแบบรุ่นต่อรุ่น
ทุนนิยมท้องถิ่นได้ผสมพันธุ์กับอำมาตย์ สร้าง "วัฒนธรรมอุปถัมภ์ใหม่" ที่ฝังลึก และหยั่งรากมาจนถึงทุกวันนี้ ฉะนั้นการกระจายอำนาจ จึงเท่ากับเป็นการส่งเสริมความแข็งแกร่งให้ระบอบอุปถัมภ์ใหม่
จะว่าไปแล้ว ทุนนิยมท้องถิ่นมีสัมพันธ์อันดีกับ "ทุนนิยมแห่งชาติ" และยังเป็นมิตรที่ดีต่อ "ทุนโลกาภิวัตน์"
รูปการณ์จิตสำนึกแบบ "จารีตเก่า" ในชนบทก็เปลี่ยนมาตั้งแต่ พ.ศ.โน้น ไม่ใช่เพิ่งเกิดเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ เนื่องจากแรงงานคนหนุ่มสาวได้หลั่งไหลเข้าสู่เมืองใหญ่ไม่ขาดสาย
อันที่จริง การต่อสู้ด้วยอาวุธในชนบทของ พคท. ก็มีเค้าลางว่าจะพ่ายแพ้มาตั้งแต่ปี 2520 เมื่อต้านวัฒนธรรม "เมือง" ที่เข้ามาแพร่หลายในหมู่บ้านไม่ได้ โดยเฉพาะในภาคอีสาน สมัยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ได้ดำเนินกลยุทธ์ "บ้านล้อมป่า" อย่างต่อเนื่อง
ถนน ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ เป็นความเร่งด่วนของภาครัฐ ที่ทุ่มงบฯ เข้าไปพัฒนาชนบทห่างไกล ยุครัฐบาลเปรม แม้ป้ายหน้าหมู่บ้านจะเขียนว่า "หมู่บ้านแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง" แต่วิถีชีวิตและ "จริต" กลับขานรับ "บริโภคนิยม" อย่างสนุกสนาน
ในฐานะคนที่เติบโตจากชนบทและมีความพยายามจะ "พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน" ทั้งเมืองและชนบท จึงสรุปได้ว่า ชนบทมันเปลี่ยนมานานมากแล้ว
ความเพ้อฝันของนักวิชาการไทยยังสะท้อนผ่านความคิดที่ว่า การกระจายอำนาจที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้การเมืองเปลี่ยน การเลือกตั้งของคนในชนบท "เงิน" ไม่สามารถทำให้ชี้ขาดในการชนะการเลือกตั้งได้ เพราะผู้ลงคะแนนจะตัดสินใจจากเงื่อนไขทางสังคมและวัฒนธรรม
การมองชนบทเพียงแค่สองสามปี และกล่าวสรุปโดยอ้างฐานคิดเรื่องของ "สี" ว่าชนชั้นนั้น ชนชั้นนี้ เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ มันง่ายเกินไป และมองแบบตัดตอนประวัติศาสตร์
ความเป็นจริงในสังคมบ้านนอก มันไม่ได้เป็นดั่งที่นักวิชาการโรแมนติกคิดฝันหรอก "เงิน" ยังเป็นปัจจัยหลักในการเลือกตั้งทุกระดับ
"กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน" แขนขาของอำมาตย์ในหมู่บ้านย่านตำบล ถูกการกระจายอำนาจ "ลดทอนอำนาจ" แต่ทุกวันนี้ "นักเลือกตั้ง" ปลุกผีกลับมาใหม่ ด้วยการเพิ่มผลประโยชน์ตอบแทนให้ เพื่อจูงใจให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านมาเป็นฐานการเมือง
อย่างเดือนตุลาคมนี้ กำนันเคยได้เดือนละ 7,500 บาท ก็ขยับเป็นเดือนละ 10,000 บาท ผู้ใหญ่บ้านเคยได้เดือนละ 6,000 บาท ก็เพิ่มเป็นเดือนละ 8,000 บาท
กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านถูกดึงเข้ามาสู่วงจรอำนาจของนักเลือกตั้งระดับชาติ เพื่อคานอำนาจกับ อบต. และ "เอ็นจีโอรากหญ้า" แห่งสภาองค์กรชุมชน
ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร? ในทัศนะผม ชนบทมันเปลี่ยนมานานแล้ว นักเลือกตั้งคนใดปรับตัวเองได้ก็อยู่รอดในเกมอำนาจแบบเดิม
แคน สาริกา



