
วันงดดื่มสุราแห่งชาติ
ถือเป็นเรื่องปรกติสำหรับประเทศไทยไปแล้ว เมื่อถึงช่วงเทศกาลเข้าพรรษาทีไร กระทรวงสาธารณสุขพร้อมด้วยเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ก็จะจับมือกันจัดกิจกรรม"วันงดดื่มสุราแห่งชาติ" เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันลด ละ เลิก
บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา แต่ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่าผ่านไป 7 ปีแล้ว การรณรงค์นี้แทบไม่มีความคืบหน้าแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่เป็นสังคมเมืองพุทธและมีการรณรงค์ให้งดดื่มเหล้าในช่วงเข้าพรรษาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาก็ตาม
จากผลสำรวจการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาเมื่อปีที่แล้ว จัดทำโดยสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ พบว่า ประชาชนเห็นด้วยกับโครงการนี้ถึงร้อยละ 90.6 แต่กลับมีผู้เข้าร่วมโครงการงดเหล้าเข้าพรรษาไม่มาก ในแต่ละปีมีผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นปีละไม่ถึงร้อยละ 1 จากร้อยละ 40.4 เมื่อปี 2546 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 46.4 ในปี 2552 เท่านั้น ถือว่าน้อยมาก ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะต้องเข้าสังคม หรือเพื่อบำรุงร่างกาย ขณะที่นักดื่มประจำซึ่งมีจำนวน 4-5 ล้านคนจากจำนวนผู้ดื่มทั่วประเทศ 14.9 ล้านคน ต่างไม่สนใจที่จะลด ละ เลิก อยู่แล้ว
นับว่าโชคยังดีอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุขยังไม่ท้อถอย มุ่งมั่นเดินหน้าจัดกิจกรรมรณรงค์ปลุกจิตสำนึกของประชาชนให้ตระหนักถึงโทษมหันต์ของการดื่มสุราต่อไป และในปีนี้ได้ปรับเปลี่ยนแผนรณรงค์ใหม่ โดยดึงลูกๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมชักชวนให้พ่อแม่เข้าร่วมโครงการ และเป็นกำลังใจเลิกดื่ม ภายใต้แนวคิด "กินเหล้า=กินแรง" เพราะการดื่มจะทำให้การใช้จ่ายในครอบครัวเพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง สอดคล้องกับข้อมูลที่บ่งชี้ว่าถ้าเลิกดื่มเหล้าแล้วช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้มาก เฉลี่ยประหยัดเงินได้คนละ 1,429 บาทต่อเดือนเลยทีเดียว
การปรับเปลี่ยนแผนการรณรงค์ครั้งนี้มีขึ้นหลังผลการสำรวจนักเรียน 600 คน จากโรงเรียนรอบ กทม.ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา พบว่ามีเด็กๆ เคยบอกให้พ่อแม่เลิกดื่มถึงร้อยละ 65 ในจำนวนนี้มีเพียงร้อยละ 34 ที่พ่อแม่ไม่สนใจคำชักชวนเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของลูกๆ ผลการสำรวจนี้เท่ากับยืนยันว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางแล้วที่จะปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีให้เด็กๆ ก่อนแล้วให้ไปโน้มน้าวใจพ่อแม่ในภายหลัง ในช่วงเดียวกันนั้น รัฐจะต้องพัฒนาเครื่องมือใหม่ๆ อาทิใช้มาตรการกฎหมายทางเศรษฐกิจและสังคม มาช่วยลดจำนวนผู้ดื่มสุราให้ลดน้อยลง และจะต้องทำอย่างต่อเนื่องไม่ใช่แค่ช่วงเทศกาลสำคัญหรือเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่จะต้องสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องร่วมกันจรรโลงสังคมไทยให้เป็นสังคมดีมีคุณธรรมจริยธรรมอย่างยั่งยืนตลอดไป



