
คำสารภาพของมิจฉาชีพ
ตำรวจใช้เวลา 15 วันติดตามตัวมือมีดแทงเด็กหนุ่มวัย 13 ชิงมือถือ
คำรับสารภาพทำให้มองเห็นรูปแบบการก่ออาชญากรรมของผู้ต้องหารายนี้ ซึ่งเป็นลักษณะทั่วๆ ไปที่มิจฉาชีพใช้กันอยู่
ปัจจัยสำคัญคือเรื่องสถานที่ต้องเปลี่ยว เวลาก็ต้องเป็นยามดึกสงัด เหยื่อมีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่ต้องอายุน้อยๆ ตัวเล็กๆ ไม่กล้าขัดขืนต่อสู้
พอทำครั้งแรกได้ทรัพย์สินมีค่ามาง่ายๆ เลยย่ามใจ ลงมือทำไปเรื่อยๆ วันเว้นวัน หรืออาจจะทุกวันถ้าไม่มีเงินและต้องการเงินไปใช้จ่าย
เหมือนคนธรรมดาที่เดินไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม แตกต่างเพียงมิจฉาชีพเลือกกระทำกับคนทั่วไป
ผู้ต้องหาคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์หลายคดีรับสารภาพลักษณะคล้ายๆ กัน คือ ทำครั้งแรกแล้วตำรวจจับไม่ได้เลยคิดทำไปเรื่อยๆ
เรื่องนี้สะกิดต่อมเตือนใจทั้งตำรวจและประชาชนหาเช้ากินค่ำ ใช้ชีวิตอยู่กับความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ
ตำรวจเองตระหนักดีว่าพื้นที่บริเวณไหนของตัวเองเป็นจุดเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรม พยายามป้องกันทั้งมาตรการตั้งด่านตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมายและออกตรวจตรา
แต่เพราะพื้นที่รับผิดชอบกว้าง มีคดีมโนสาเร่มากมายให้คลี่คลาย การตรวจตราบางครั้งอาจจะไม่ทั่วถึง มีไม่บ่อยที่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้หลังก่อเหตุทันทีทันใด กรณีนี้ถือว่าโชคดีสุดๆ
ดังนั้น ประชาชนควรจะหาทางป้องกันตัวเองเอาไว้บ้าง ไม่ได้จำเพาะเจาะจงให้ต้องหาอาวุธมาไว้ป้องกันตัวเท่านั้น
แต่หมายถึงเรียนรู้จาก "คำรับสารภาพ" ของมิจฉาชีพเหล่านี้ แล้วคิดหาวิธีหลบเลี่ยงไม่นำพาตัวเองไปอยู่ ณ จุดเสี่ยงต่อการก่ออาชญากรรม หรือหากหลีกเลี่ยงไม่ได้มีเหตุจำเป็นก็ต้องมีวิธีป้องกันอย่างรัดกุม
พึงระลึกไว้เสมอว่าเหตุร้ายๆ สามารถเกิดขึ้นกับเราได้ทุกเวลา ?!!
ก่อนจะแสวงหาความช่วยเหลือจากผู้อื่น เราควรมีวิธีกำจัดความเสี่ยงพ้นตัวเราเสียก่อน
อย่าลืมนะครับ เหตุผลที่ทำให้อาชญากรรมทั้งหลายสมบูรณ์แบบ คือ เวลา สถานที่ เหยื่อ และมิจฉาชีพ ถ้าเราตัดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งทิ้งการกระทำผิดก็ไม่สำเร็จ
เราห้ามมิจฉาชีพไม่ให้ก่อเหตุไม่ได้ แต่เราสามารถจำกัด 3 ปัจจัยแรกได้ด้วยตัวของเราเอง ส่วนที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ !?!
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



