
ชวรัตน์"เน้นพัฒนาท้องถิ่นเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านภาษี
ชวรัตน์" เน้นพัฒนาท้องถิ่นเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านภาษี พร้อมปรับปรุงระบบภาษีทรัพย์สินเพื่อกระจายรายได้สู่คนจนมากขึ้น หวังได้แนวทางปรับระบบภาษีจากอาเซียน ชวนอาเซียนเที่ยวไทยเพราะสถานการณ์สงบแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 9.30 น. วันที่ 22 ก.ค. ที่โรงแรมดุสิตธานี นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ได้เป็นประธานในการประชุมสมาคมนักประเมินมูลค่าทรัพย์สินแห่งอาเซียน ครั้งที่ 16 โดยนายชวรัตน์กล่าวว่า ในฐานะของ รมว.มหาดไทย ตนอยากจะเน้นถึงความสำคัญของการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ซึ่งรายได้ของประเทศไทยโดยหลักมาจากภาษีทางอ้อม โดยเฉพาะภาษีจากการบริโภคมากกว่าภาษีทางตรง ในส่วนของภาษีทรัพย์สินองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ( อปท.)จะบริหารโครงการพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง เนื่องจาก อปท.นั้นไม่สามารถพึ่งงบประมาณจากรัฐบาลส่วนกลางหรือการออกพันธบัตรจากรัฐบาลแต่เพียงอย่างเดียวได้ ดังนั้นทรัพยากรจากภายในท้องถิ่นจะเป็นคำตอบของประเทศไทยในวันข้างหน้า อีกทั้งยังจะเป็นการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของท้องถิ่นนั้นและรวมไปถึงการพัฒนาในหมู่บ้านที่ห่างไกลด้วย
นายชวรัตน์ กล่าวว่า รมว.คลัง ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า การเก็บภาษีทรัพย์สินนั้นมีความเท่าเทียมและความยุติธรรม เพราะภาษีทรัพย์สินจะเป็นเครื่องมือที่จะกระจายรายได้จากเจ้าของที่ดินที่ร่ำรวยไปยังคนจน ลดความแตกต่างระหว่างในเมืองและชนบท ซึ่งในระยะเวลา50 กว่าปีที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่พร้อมสำหรับระบบภาษีทรัพย์สิน เพราะทั้งในภาครัฐบาลโดยเฉพาะในส่วนของ อปท.จะต้องมีการปรับปรุงมาตรฐานการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน
นายชวรัตน์ กล่าวต่อว่า ภาษีทรัพย์สินถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ในการที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการเก็บภาษี แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินในภาครัฐบาลยังประสบปัญหาการขาดแคลนทรัพยากร ปัญหาขาดแคลนผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การมาร่วมกันแบ่งปันข้อมูล และเทคโนโลยีในระหว่างกลุ่มอาเซียน จะทำให้ประเทศไทยได้รับแนวคิดที่เป็นประโยชน์ เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาของเราได้
นายชวรัตน์ กล่าวต่อว่า ภายหลังที่ได้ลงนามในสนธิสัญญาอาเซียน ทำให้การลงทุนสินค้า บริการและทรัพยากรบุคคล สามารถทำได้อย่างเสรีและไร้พรมแดน ซึ่งผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินจะมีบทบาทในการลงทุนเหล่านี้ เพราะในจุดเริ่มต้นผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินจะต้องหาที่ดินที่เหมาะสม การชดเชยให้แก่เจ้าของที่ดินที่ได้รับผลกระทบ การประชุมในครั้งนี้ จะทำให้กลุ่มอาเซียนมีความใกล้ชิดกัน และมีความร่วมมือร่วมใจกันยิ่งขึ้น ในอดีตที่ผ่านมาพวกเราเชื่อกันว่า หากจะทำให้โครงการต่างๆนั้นบรรลุเป้าหมายและประสบความสำเร็จ จะต้องมีนโยบายจากรัฐบาลเพื่อที่จะสนับสนุนภาคเอกชน แต่ในปัจจุบัน นักลงทุนภาคเอกชนจากนานาชาติ ได้สร้างพลังที่แข็งแกร่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงเป็นความท้าทายของรัฐบาลเป็นอย่างมากที่จะต้องตามให้ทันกระแสโลกาภิวัฒน์ ภาครัฐบาล จะมีบทบาทใหม่คือการสร้างกฎระเบียบที่ทำให้การพัฒนาดังกล่าวเป็นไปโดยสะดวก มากกว่าการสร้างนโยบายเพื่อให้ผู้อื่น ปฏิบัติตาม
นายชวรัตน์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยได้รับการโหวตจาก นิตยสารท่องเที่ยว Travel and Leisure ให้เป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยวที่สุดในโลก ปี ค.ศ. 2010 ซึ่งเราก็ยังคงที่จะสร้างชีวิตให้แก่กรุงเทพมหานครต่อไป การประชุมครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสอันดีอีกครั้งสำหรับกลุ่มเพื่อนภูมิภาคอาเซียนที่จะได้เห็นพ้องกับการโหวตดังกล่าว ครั้งนี้จะเป็นโอกาสของผู้ร่วมประชุม ในการมาเยือนกรุงเทพฯ ซี่งบางท่านอาจจะพลาดโอกาสที่จะมาเยี่ยมกรุงเทพมหานครในช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากข่าวและสถานการณ์ทางการเมือง แต่ขณะนี้ท่านได้อยู่ ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งท่านก็จะได้เห็นว่าประเทศไทยนั้นมีความสงบสุขมากเพียงใดสมดังคำกล่าวดินแดนแห่งรอยยิ้ม



