
แม่หรั่งปฏิเสธดีเอสไอกันตัวเป็นพยานค้าอาวุธ
"ดีเอสไอ" เมินคำให้การหรั่ง คุยหลักฐานแน่นปึ้กพอฟ้อง เดินหน้าสั่งฟ้องก่อนสิ้นเดือนก.ค. รมว.กลาโหมยันศอฉ.ไม่เคยได้รับรายงานเพชรหาย
(22ก.ค.) พ.ต.ท.ถวัลย์ มั่งคั่ง พนักงานสอบสวนดีเอสไอ รับผิดชอบคดีการก่อการร้าย เปิดเผยว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนกำลังเร่งรวบรวมหลักฐานเพื่อส่งให้อัยการคดีพิเศษพิจารณาสั่งฟ้องผู้ต้องหาภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ สำหรับพยานหลักฐานในสำนวนคดีในชั้นสอบสวนของดีเอสไอถือว่ามีเพียงพอที่จะสั่งฟ้องผู้ต้องหาได้ และคงไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าไปสอบปากคำนายสุรชัย หรือ หรั่ง เทวรัตน์ ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพอีกต่อไป เพราะพนักงานสอบสวนได้หลักฐานครบถ้วนแล้ว ในชั้นสอบสวนมีพนักงานอัยการร่วมสอบปากคำด้วยรวมทั้งมีการบันทึกเทปและวีดิโออย่างชัดเจน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องให้ความสนใจกับคำให้การเพิ่มเติมของนายสุรชัยอีกต่อไป
ด้าน พ.ต.ท.พเยาว์ ทองเสน พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ รับผิดชอบการสอบสวนคดีระเบิดหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พนักงานสอบสวน ได้เดินทางไปแจ้งข้อกล่าวหาการก่อการร้ายกับนายอเนก สิงห์ขุนทด ที่ได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิด และนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ เพิ่มเติมอีก 1 ข้อหา ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 ราย ที่ดีเอสไอเข้าแจ้งข้อกล่าวหาก่อการร้าย คือ นายเดชพล พุทธจง และนายกำพล คำคง เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ปฏิเสธว่าไม่มีส่วนร่วมกรทำผิดในคดีก่อการร้าย แต่รับสารภาพเฉพาะคดีวางระเบิดและมีระเบิดไว้ในความครอบครองเท่านั้น
สำหรับนายกำพล คำคง อายุ 42 ปี ถูกตำรวจจับกุมตัวจากปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง บริเวณทางเข้าจังหวัดจันทบุรี ส่วนนายเดชพล พุทธจง อายุ 57 ปี ถูกตำรวจจับกุมตัวได้จากบริเวณใกล้สวนเสือศรีราชา จังหวัดชลบุรี ผู้ต้องสงสัยร่วมกันก่อเหตุวางระเบิดใกล้ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซอยพหลโยธิน 43 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม.
แม่“หรั่ง”ปฏิเสธดีเอสไอ.กันตัวเป็นพยานค้าอาวุธ
เมื่อเวลา 13.30 น. ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดบุรีรัมย์ได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 27 หมู่ที่ 2 บ้านโคกใหญ่ ต.ร่อนทอง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นบ้านของนายสุรชัย พบนางเลี้ยง แสนกล้า อายุ 51 ปี มารดา และนายสมนึก แสนกล้า อาของหรั่งอยู่ภายในบ้าน ขณะที่นางสาวเดือน กาไธสง ภรรยา และลูกสาววัย 1 เดือนเศษของหรั่ง เดินทางไปพักอยู่กับพี่สาวที่กรุงเทพฯ
นางเลี้ยง กล่าวถึงกรณีที่ดีเอสไอยื่นเงื่อนไขดูแลบุตรสาวอายุ 1 เดือนเศษของหรั่ง และจะกันตัวภรรยาและแม่ของหรั่ง ให้เป็นพยานในคดีค้าอาวุธสงคราม ว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องนี้ เพียงดูจากข่าวก็รู้สึกงงเหมือนกัน จะมากันให้ตนเป็นพยานได้อย่างไร ในเมื่อไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นอะไรด้วยเลย ที่ผ่านมาอยู่บ้านตลอดไม่ได้ไปไหน และไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง อีกทั้งก็ยังไม่มีการติดต่อมาให้ไปเป็นพยาน แต่หากมีการติดต่อมาก็ขอปฏิเสธในทุกเรื่อง
นางเลี้ยง กล่าวว่า ตอนนี้ลูกชายยังไม่มีความผิด ไม่ใช่นักโทษ เป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันเท่านั้น ยอมรับตลอดเวลาที่ผ่านมาลูกชายก็ไม่เคยส่งเงินจำนวนมากๆ มาให้แม้แต่ครั้งเดียว หากทำจริงคงจะมีเงินจำนวนมาก ไม่ต้องลำบากทุกวันนี้ เคยส่งมาให้ครั้งเดียวแต่นานแล้วตนขอเงินลูกชาย 2,000 บาท เพราะไม่มีเงินจริงๆ ลูกก็ส่งมาให้เท่านั้น แต่จะไปค้าอาวุธสงครามก่อเหตุการณ์ร้ายแรง เป็นถึงผู้ก่อการร้าย หรือไม่ อยากให้ทางภาครัฐมีหลักฐานออกมายืนยันชัดเจน ไม่ใช่มาให้ข่าวไปวันๆ เช่นนี้
ดีเอสไอออกหมายจับ8ผู้บงการสั่งเผาเมืองขอนแก่น
นายพยัต ชาญประเสริฐ รักษาการ ผจว.ขอนแก่น ในฐานะรองหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยถึงการสอบสวนคดีวางเพลิงเผาศาลากลาง จ.ขอนแก่น และคดีวางเพลิงเผาสถานีวิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทยช่อง 11 ขอนแก่น (NBT) ว่า จนถึงวันนี้สามารถสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้ 64 ราย สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 12 ราย
โดยแยกเป็นคดีวางเพลิงเผาศาลากลาง จ.ขอนแก่น จำนวน 37 ราย จับกุมผู้ต้องหาได้ 7 ราย และคดีวางเพลิงเผาเผาสถานีวิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทยช่อง 11 ขอนแก่น (NBT) จำนวน 27 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ 5 ราย ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการสืบสวนติดตามจับกุมตัวของเจ้าหน้าที่ ซึ่งคาดว่าไม่นานคงได้ตัวผู้ต้องหาที่ออกหมายจับทั้งหมดมาดำเนินคดี
นายภาสกร เจนประวิทย์ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการสอบสวนคดีพิเศษ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ขณะนี้ การดำเนินคดีใกล้จะสรุปสำนวนได้แล้ว โดยพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานไปแล้วประมาณ 90 ปาก พบว่ามีกลุ่มก่อการร้ายแฝงตัวเข้ามากับกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวน 8 ราย นอกจากนี้ยังได้ออกหมายจับผู้ร่วมก่อเหตุอีกประมาณ 30 ราย รวมทั้งจากการตรวจสอบพยานหลักฐานพบว่ายังมีผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างการฝากขังอีก 4 คน ได้กระทำผิดฐานก่อการร้าย และร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่นด้วย จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาก่อการร้ายกับผู้ต้องหาอีก 4 คนที่อยู่ระหว่างฝากขังเพิ่มอีกด้วย
ทั้งนี้จาการสอบสวนผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมตัวได้นั้น ส่วนใหญ่รับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจากผู้บงการอีกทอดหนึ่งให้มาก่อเหตุวางเพลิงเผาทรัพย์สินทางราชการ เพื่อทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้ศาลได้อนุมัติหมายจับกลุ่มผู้บงการเหล่านี้ไปแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี และเชื่อว่าจะสาวถึงตัวบงการใหญ่ได้แน่นอน
รมว.กลาโหมยันศอฉ.ไม่เคยได้รับรายงานเพชรหาย
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมสภากลาโหมถึงกรณีเพชร 5 ล้านที่เจ้าของร้านเพชรย่านราชประสงค์ร้องเรียนว่าสูญหายจากเหตุการณ์สลายการชุมนุนม เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด ควรปล่อยให้เจ้าหน้าที่สอบสวนไปว่าอะไรเป็นอะไรเดี๋ยวคงจะมีการออกมาแถลงในภาพรวมทั้งหมดเรื่องนี้ไม่มีปัญหาเพราะมีขั้นตอนดำเนินการและมีกฎหมายมีระเบียบอยู่ ทั้งนี้ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) รวมถึงตนยังไม่เคยได้รับรายงานเรื่องนี้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ ศอฉ.ไม่พูดในเรื่องรายละเอียดต่างๆ ทุกอย่างไม่มีการสูญหายต้องสืบสวนสอบสวนว่าเป็นอย่างไร แต่ไม่มีทางที่จะให้สูญหายไปเฉยๆ
เมื่อถามว่า มีการโยนกันไปมาระหว่างดีเอสไอกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเกิดปัญหาหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่หรอกคงต้องคุยกัน ส่วนจะมีการยักยอกเพชรหรือไม่ ตนไม่ทราบต้องรอการสอบสวนก่อน ถ้าเป็นเรื่องความผิดก็ต้องมีการดำเนินการ คนผิดก็ต้องผิดเพราะมีกฎหมายระเบียบอยู่แล้วไม่ต้องเป็นห่วง เพราะการทำงานอย่างนี้ไม่ได้ทำคนเดียวดังนั้นต้องรอการสอบสวน
เมื่อถามว่า ส่วนตัวมองเรื่องนี้อย่างไร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนไม่ทราบรายละเอียด และที่ประชุม ศอฉ.ก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ไม่เคยมีรายงานแต่อย่างใด ไม่ต้องห่วงของทุกอย่างไม่มีสูญหาย
พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวผลการประชุมสภากลาโหมว่า พล.อ.ประวิตร ได้สั่งการให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมแต่ละเหล่าทัพ นำแนวทางการสนับสนุนแผนการปรองดองของรัฐบาลสำหรับส่วนราชการกระทรวงกลาโหมไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม โดย พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด สั่งการให้กองบัญชาการกองทัพไทยจัดประชุมร่วมกับเหล่าทัพ โดยนำเอาประเด็นหลักทั้ง 5 ประเด็น ตามแผนปรองดองมาประยุกต์เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม ได้แก่ กำลังพลและครอบครัว ประชาชนใกล้ที่ตั้งหน่วยทหารและพื้นที่ปฏิบัติงาน และประชาชนทั่วไป เพื่อจัดทำแผนงานกิจกรรมรองรับแบบบูรณาการ
พ.อ. ธนาธิป กล่าวว่า สำหรับแนวทางสรุปได้ 6 ประการ คือ 1. การเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ กองทัพไทยให้ความสำคัญเร่งด่วนสูงสุดที่ต้องดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้อง พิทักษ์ รักษา และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยจัดกิจกรรมในวันสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ การดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ การเผยแพร่พระราชกรณียกิจให้สาธารณชนทราบ การจัดตั้งศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและความมั่นคง เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้และเผยแพร่เกี่ยวกับแนวพระราชดำริ เช่น การทำการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนี้ได้จัดการอบรมสัมมนาเพื่อปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ให้กับกำลังพล ครอบครัว และประชาชนทั่วไป
“ 2. การดำเนินการเพื่อให้ประชาชนได้รับโอกาสเท่าเทียมกัน 3. ประเด็นเกี่ยวกับสื่อมวลชน กองทัพมีนโยบายและคำสั่งที่ชัดเจนให้สื่อต่างๆ ของกองทัพวางตัวเป็นกลางและเสนอข่าวอย่างสร้างสรรค์ 4. การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กองทัพไทยได้มอบหมายให้สถาบันการศึกษาของกองทัพเพิ่มเนื้อหาวิชาดังกล่าวในทุกหลักสูตร และจัดให้มีการสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกำลังพล นักวิชาการ และภาคประชาสังคมต่างๆ ส่งเสริมให้กำลังพลและครอบครัว เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสันติและสร้างสรรค์ 5. กองทัพไทยสั่งการให้ทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่ผ่านมาจัดเตรียมข้อมูลให้เรียบร้อยเพื่อชี้แจงให้กับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น 6. สำหรับในปี 2554 เป็นปีมหามงคลกองทัพไทยได้วางแผนจัดงานมหกรรมดนตรีเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา องค์จอมทัพไทย เพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน”พ.อ.ธนาธิป กล่าว



