
คลิปพลังบวกจุดประกายข้อวิพากษ์
กรณีคลิปโฆษณา "ขอโทษประเทศไทย" ที่กลายเป็นเรื่องเป็นราววิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ความจริงมีผลทางด้านบวกมากมายหลายด้าน เพราะว่าพอมีการวิจารณ์ว่าภาพที่ออกมารุนแรงเกินไป ก็มีการถามไถ่ถึงเรื่องเซ็นเซอร์
และเมื่อคณะกรรมการเซ็นเซอร์ของโทรทัศน์ตอบคำถาม ก็มีเสียงแย้งมีความคิดเห็นเพิ่มเติมที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าถ้าหากภาพของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกลายเป็นเรื่องยั่วยุ ก็แน่นอนจะต้องมีคำถามต่อไปว่าถ้าหากเกิดขึ้นอีกใครจะเป็นคนรับผิดชอบ เพราะว่าการเอาภาพที่ตรงไปตรงมาเพื่อต้องการจะกระตุ้นให้เกิดความสำนึก
แต่ขณะเดียวกันถ้อยคำบางถ้อยคำในคลิปเรื่องนี้ก็ถูกต้องคำถามเช่นกัน เช่นว่า "ทุกคนล้วนแต่ผิดทั้งสิ้น" ซึ่งก็ทำให้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการรณรงค์พลังบวกครั้งนี้ต้องปรับแก้ไข
การรณรงค์รอบสองกำลังจะออกมา และต้องตอบคำถาม ว่าถ้าหากทุกคนในเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมาล้วนแต่มีความผิดทั้งสิ้นนั้น ใครจะต้องรับผิดชอบ
การสร้างสมานฉันท์ก็ดี ความสามัคคีก็ดี คงไม่ได้อยู่ที่การกลบเกลื่อนปัญหา และบอกว่าทุกคนมองไปข้างหน้าแต่ไม่สรุปบทเรียนจากอดีต
ฉะนั้นข่าวบอกว่า ในการรณรงค์คลิปที่สองนั้นจะออกมาลักษณะแทนที่จะบอกว่าทุกคนผิดก็จะตั้งประเด็นใหม่ว่าแล้วทุกคนช่วยกันทำอะไรได้บ้าง
แน่นอนแปลว่า คลิปแรกที่ออกมากลายเป็นที่วิพากษ์อย่างกว้างขวางนั้นมีผลดี ทำให้คนไทยทุกคนต้องมาตั้งคำถาม ต้องมาหาประเด็นและต้องรู้ว่าการจะก้าวต่อไปข้างหน้านั้นทุกคนต้องมีความคิดที่เสรีรับผิดชอบร่วมกัน
และแม้ว่าจะบอกว่าอย่าโทษคนอื่นต้องโทษตัวเอง ก็ต้องถามต่อไปว่าเพื่อป้องกันความรุนแรงเช่นนี้อีก เราจะไม่ชี้นิ้วไปหาคนอื่น แต่ชี้นิ้วนั้นกลับมาหาตัวเองได้อย่างไร
สุทธิชัย หยุ่น



