ข่าว

 หน้าร้านเตือนภัย...แนวร่วมภาค ปชช.

หน้าร้านเตือนภัย...แนวร่วมภาค ปชช.

22 ก.ค. 2553

ในสังคมที่ปัญหาอาชญากรรมสร้างความยุ่งยากใจให้แก่ประชาชน ลำพังกำลังตำรวจอย่างเดียวไม่อาจรับมือได้ เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรและพื้นที่รับผิดชอบ ดังนั้น การแสวงหาความร่วมมือจากภาคประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

มีโครงการที่ทำร่วมกันระหว่างตำรวจกับประชาชนมากมาย เช่น โครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ โครงการเพื่อนบ้านเตือนภัย ฯลฯ ที่ถือว่าประสบความสำเร็จและทำต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว

 ล่าสุด สน.จรเข้น้อย ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้ริเริ่มโครงการ "หน้าร้านเตือนภัย" ขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดกับร้านทองในพื้นที่ และได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าได้ผลในทางปฏิบัติ ?!!

 โครงการนี้เกิดจากแนวคิด พ.ต.อ.อัศวยุทธ นุชพุ่ม ผกก.สน.จรเข้น้อย ด้วยการติดตั้งไซเรนและสัญญาณเตือนภัยไว้หน้าร้านทอง หากเกิดเหตุร้ายไม่ว่าจะเป็นการชิงทรัพย์หรือปล้นร้านทองคำ อาชญากรรมในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ พนักงานในร้านเพียงแค่กดปุ่มสัญญาณเตือนภัยสัญญาณไซเรนที่หน้าร้านจะดังขึ้นทันที ทำให้พลเมืองดีหรือเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงได้รับรู้เหตุการณ์และเข้าระงับเหตุได้ทันท่วงที โดยเริ่มทำมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2553 เป็นต้นมา

 ส่วนพื้นที่เป้าหมายและนำร่องโครงการนี้ถูกกำหนดให้เป็นตลาดอุดมผลหรือตลาดหัวตะเข้ เนื่องจากมีร้านค้าทองคำรูปพรรณอยู่หลายแห่ง บริเวณป้ายหน้าร้านจะมีสัญญาณไซเรนสีแดงติดตั้งอยู่เห็นได้อย่างชัดเจน โดยสัญญาณนี้จะต่อสายไฟไปหลังเคาน์เตอร์ มีปุ่มสัญญาณซุกซ่อนไว้ หากเกิดเหตุร้ายขึ้นพนักงานแค่กดปุ่มที่ว่านี้ สัญญาณไซเรนจะดังและส่งแสงวับวาบให้ผู้คนด้านนอกสังเกตเห็น

 พ.ต.อ.อัศวยุทธเล่าว่า ช่วงแรกๆ ที่ไปดำรงตำแหน่ง ผกก.สน.จรเข้น้อย มีคดีวิ่งราวทรัพย์เกิดขึ้นบ่อยครั้ง การวิทยุสกัดจับคนร้ายต้องเสียเวลานานเกือบครึ่งชั่วโมงจึงจะจับกุมตัวได้ จึงพยายามหาจุดบกพร่องว่ามีสาเหตุเกิดจากอะไร จนพบว่า เวลาเกิดเหตุส่วนใหญ่เจ้าของร้านทองหรือพนักงานมักจะใช้วิธีวิ่งตามคนร้าย แล้วค่อยกลับมาโทรศัพท์แจ้งตำรวจ ทำให้เสียเวลาไปโดยใช้เหตุ เพราะกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับแจ้งจะถามถึงตำหนิรูปพรรณคนร้ายก็ใช้เวลาค่อนข้างนาน จึงนำความคิดโครงการเพื่อนบ้านเตือนภัยช่วงหยุดเทศกาลยาวๆ มาดัดแปลง

 ทั้งนี้ ร้านค้าทองคำส่วนใหญ่อยู่ในชุมชน มีแผงค้าขายของอยู่หน้าร้านหรือละแวกใกล้เคียง น่าจะมีส่วนช่วยเหลือกันได้ ด้วยเหตุนี้โครงการหน้าร้านเตือนภัยจึงเกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา ?!!

 หลังจากคิดได้แล้ว พ.ต.อ.อัศวยุทธ นำความคิดนี้ไปปรึกษาหารือกับเจ้าของร้านทองหลายแห่งในพื้นที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะในตลาดหัวตะเข้ก็ได้รับความเห็นชอบ จึงเริ่มทยอยติดตั้งสัญญาณไซเรน ขณะเดียวกันก็แจกนกหวีดให้แก่แผงค้าขายหน้าร้าน หรือประชาชนในละแวกใกล้เคียงกับร้านทอง รวมถึงแจกแผ่นพับเทคนิคการจดจำตำหนิรูปพรรณคนร้ายและยานพาหนะในการก่อเหตุ ตลอดจนเบอร์โทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

 เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นก็ถึงคราวการฝึกอบรมให้เจ้าของร้านทอง พนักงาน ผู้ค้าขายรายรอบและใกล้เคียง เกี่ยวกับการควบคุมสติในการเผชิญเหตุร้าย เพียงไม่นานก็ได้รับผลตอบกลับมาในทางที่ดีถึงดีมาก 

 ตั้งแต่เริ่มโครงการเดือนมิถุนายนเป็นต้นมาถึงปัจจุบัน ยังไม่ถึง 2 เดือนด้วยซ้ำความร่วมมือระหว่างตำรวจกับประชาชนก็เห็นผล...วันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีคนร้ายบุกเข้าไปในร้านทองทองดี เลขที่ 18/33 ตลาดอุดมผล (หัวตะเข้) ถนนลาดกระบัง แขวงและเขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ กระโดดข้ามเคาน์เตอร์ตรงไปทุบกระจกตู้โชว์แล้วกวาดเอาสร้อยทองคำรูปพรรณไป 5 เส้น หนัก 10 บาท แล้ววิ่งออกไปจากร้านอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความตื่นตะลึงของพนักงานและความพยายามไล่ตามของพนักงานบางคน

 โชคดีที่ "นิลุบล เล็งมงคลกุล" พนักงานวัย 38 ปี ตั้งสติได้รีบกดสัญญาณเตือนภัย แล้วสัญญาณไซเรนหน้าร้านก็ติดและดังขึ้น ด.ต.ลือชัย เปี่ยมมณี ตำรวจ สน.จรเข้น้อย ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเห็นสัญญาณไซเรนและเหตุการณ์เข้าพอดีจึงไล่กวดผู้ต้องหาไปติดๆ มุ่งหน้าเข้าไปในซอยลาดกระบัง 54 แล้วเรียกแท็กซี่เป็นยานพาหนะในการหลบหนี แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสกัดไว้ได้ขณะลงจากรถพยายามวิ่งหนีเข้าไปในซอย

 ผู้ต้องหารายนี้ คือ "เทวฤทธิ์ ปาลัด" วัย 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 26/13 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ ถูกดำเนินคดีในข้อหาชิงทรัพย์และรับสารภาพว่า ต้องการเงินไปซื้อยาเสพและเที่ยวเตร่

 เมื่อใดก็ตามที่ชาวบ้านกับตำรวจร่วมแรงร่วมใจกัน ปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่ก็จะลดลงได้ เหมือนกับที่เกิดขึ้นที่ สน.จรเข้น้อย !?!