ข่าว

โรงสีโยนโครงการประกันทำข้าวราคาตก

โรงสีโยนโครงการประกันทำข้าวราคาตก

21 ก.ค. 2553

สมาคมโรงสีโอดราคาข้าวดิ่งสวนกระแสปริมาณลด-ความต้องการตลาดเพิ่ม โยนโครงการประกันรายได้ทำชาวนาเร่งขายราคาถูก แนะข้าวนาปีฤดูกาลใหม่ควรบวกกำไร 40%

 นายชาญชัย รักษ์ธนานนท์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ผลผลิตข้าวไทยในปีนี้ลดลง 4 ล้านตันข้าวเปลือก จากภัยแล้ง และการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทำให้ผลผลิตรวมมีเพียง 28 ล้านตันข้าวเปลือก จากเป้าหมายที่คาดว่าจะได้ 32 ล้านตัน จึงมองว่าน่าจะทำให้ราคาข้าวทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากปริมาณข้าวออกสู่ตลาดมีน้อย แต่ปัจจุบันราคาข้าวกลับปรับตัวลดลง โดยราคาข้าวเปลือกสดในประเทศ เกษตรกรขายได้เพียงตันละ 6,500 บาท ส่วนข้าวสาร 5 % ขายได้ตันละ 7,500-7,800 บาท

 ทั้งนี้ ราคาที่ปรับตัวลดลงดังกล่าว เป็นผลมาจากโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลที่ขาดประสิทธิภาพ กรณีที่ประกาศจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรมากถึง 30% เกษตรกรจึงขายข้าว โดยไม่มีการต่อรองราคา ยิ่งราคาในตลาดต่ำ รัฐบาลก็ต้องชดเชยมากขึ้น ทำให้ประเทศผู้นำเข้าข้าวคาดเดาสถานการณ์ราคาได้เกิดการเก็งราคารับซื้อในช่วงที่ราคาปรับตัวลดลง

 “การสื่อสารที่รวดเร็วยุคนี้ ทำให้ประเทศผู้นำเข้ารับรู้เร็วมาก จึงหยุดการรับซื้อและรอจังหวะช่วงที่ราคาข้าวจะปรับตัวลดลงในช่วงต้นฤดูการผลิต ซึ่งก็เป็นไปตามคาด โดยส่วนตัวคิดว่าราคาจะลดลงแน่ คาดว่าจะอยู่ในระดับตันละ 9,500-9,800 บาท จากราคาปลายฤดูประมาณตันละ 12,000-13,000 บาท แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเลวร้ายกว่าที่คิด ราคาข้าวเปลือกในปัจจุบันเหลือเพียง 6,500 บาทเท่านั้น จึงถือว่าโครงการของรัฐสอบตก“ นายชาญชัยกล่าวและว่า ข้าวนาปีในฤดูกาล 2553/2554 ต้องระวังไม่ให้ราคาตกต่ำ โดยควรกำหนดราคาประกันจากต้นทุนจริงบวกกำไร 40% เมื่อราคาข้าวในตลาดตก 10-20% รัฐบาลต้องตั้งโต๊ะรับซื้อในราคานำตลาด เพื่อกระตุ้นราคาให้สูงขึ้น

 อย่างไรก็ตามมองว่าโครงการประกันรายได้รัฐบาลต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการบริหารสต็อกข้าวสารที่มีอยู่ 5 ล้านตัน โดยควรขายข้าวออกบางส่วนและรับซื้อข้าวใหม่ในราคาที่เท่ากัน เพื่อให้ข้าวมีการหมุนเวียน สร้างดีมานด์เทียมขึ้น วิธีการนี้รัฐบาลจะไม่ขาดทุน สต็อกข้าวยังมีเท่าเดิมและปริมาณข้าวในสต็อก จะไม่มีผลต่อเสถียรถาพของราคา ส่วนการที่ทีดีอาร์ไอแนะนำให้รัฐบาลออกมารับซื้อข้าว เมื่อราคาตลาดต่ำกว่าราคาประกันนั้นรัฐบาลกลับไม่ทำตาม แม้มีการรับซื้อแต่ก็ซื้อในราคาตลาด แถมยังมีขั้นตอนที่ยุ่งยากจึงไม่ได้ผล