
ขอโทษประเทศไทย...(หรือเปล่า)?
บ้านเมืองเรานี้ก็แปลกนะครับ ไปแบนการรณรงค์ให้ขอโทษประเทศไทย
แบบว่าคนเขาอยากขอโทษก็ไปแบนเขา ส่วนคนที่หลายคนอยากให้ออกมาขอโทษกลับไม่ยอมขอโทษสักที
ผมเองเนี่ยก็ไม่ได้รู้จักมักจี่กับพวกพลังบวก ออกจะสับสนกับพวกกระแสคิดบวกเข้าไปอีกต่างหาก
แต่พอมีโอกาสได้ดูคลิปฉาวนี้เข้าไปก็อดชื่นชมไม่ได้
แม้ว่าจะไม่ได้เห็นด้วยกับมุมมองของเขาในหลายเรื่อง ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร เพราะว่าคนเราไม่ต้องเห็นด้วยกันในทุกๆ เรื่องหรอกครับ แต่อย่างน้อยก็รับรู้ได้ว่าทีมงานพลังบวกนี้พยายามจะตั้งคำถามใหญ่ๆ ให้แก่สังคมในแบบที่แตกต่างไปจากกระแสของการพยายามเปลี่ยนแปลงประเทศในนามของความสมานฉันท์และปรองดองเหมือนที่ทำอยู่
ประเด็นหนึ่งที่ชัดเจนในคลิปขอโทษประเทศไทยก็คือการพูดถึงสิ่งที่นักวิชาการท่านหนึ่งเคยพูดเอาไว้ว่า สิ่งที่เราเผชิญหน้านั้นคือ "กรรมร่วมกัน" ของสังคม
มันผิดตรงไหนที่เราจะเริ่มการก้าวไปข้างหน้าโดยที่เรายอมรับร่วมกันว่าต่างฝ่ายต่างมีส่วนในการทำให้สถานการณ์มาถึงจุดนี้...มันผิดตรงไหนที่จะพ้นจากเรื่องของการกล่าวหาว่าใครผิดไปสู่การยอมรับว่าต่างฝ่ายต่าง "มีส่วน" ?
พูดแบบนี้ไม่ใช่ว่าเราควรจะเลิกค้นหาความจริงว่าใครผิด แต่เราควรจะลองท้าทายตัวเราและสังคมของเราว่า เราจะทำสองเรื่องไปพร้อมกันได้ไหม? คือค้นหาว่าใครผิด แล้วก็ยอมรับร่วมกันด้วยว่าต่างฝ่ายต่างมีส่วนที่ผลักดันให้เกิดเหตุการณ์ในวันนั้น
ในอีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ กระบวนการคณะกรรมการธิปไตยหลายๆ คณะที่เกิดขึ้นมานี้จะแสวงหาความจริงได้อย่างไร และที่สำคัญเมื่อพูดถึงเรื่องของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง จะสามารถพูดว่าทุกฝ่ายมีส่วนที่ทำให้เราเดินมาจนถึงวันนี้ได้หรือไม่
ในประการถัดมา ถ้าเรามองเรื่องของการขอโทษประเทศไทยในระดับที่เทียบเคียงกับหลักวิชาในเรื่องของการสร้าง (สรรค์) สันติภาพ เราอาจจะลองเทียบเคียงระหว่างการขอโทษประเทศไทย (ในความหมายที่ว่ายอมรับว่าเราทุกคนล้วนมีส่วน) เข้ากับหลักการเรื่องความยุติธรรมที่มีลักษณะที่ส่งเสริมให้เกิดการแปรสภาพความสัมพันธ์ของคู่ความขัดแย้งไปจากสภาวะการแก้ปัญหาแบบเน้นการชดใช้และเอาคืน (transformative justice)
ในความหมายของการแสวงหาความยุติธรรมที่มองว่าทางออกของการแก้ปัญหาเรื่องความไม่เป็นธรรมนั้นสามารถค้นหาได้จากภายในชุมชน/สังคมนั้นเอง โดยให้ขั้วความขัดแย้งนั้นร่วมกันหาทางออก โดยคนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ เข้ามามีส่วนเกี่ยวพันด้วย เพื่อให้ทุกคนปลอดภัย
นั่นคือเราพยายามก้าวพ้นจากวิธีคิดว่าจะกักขังคนไว้ในคุก หรือจะกักขังคนในแบบอื่นๆ มาสู่การพูดถึงการฟื้นฟูเยียวยาร่วมกันที่เน้นถึงว่าคนทุกคนนั้นจะเติบโตขึ้นอย่างไร และการพยายามมองว่าปัญหาในสังคมนั้นส่วนที่สำคัญก็คือการที่คนเรานั้นมีอำนาจไม่เท่ากัน
การแก้ปัญหาเหล่านี้ทางหนึ่งคือการให้ข้อมูลกับสาธารณะ แต่ไม่ใช่ในแง่ของการยัดเยียดพร่ำสอน แต่หมายถึงการปรับทัศนคติของคนที่มีส่วนทำให้ความรุนแรงเกิดขึ้น ทั้งความรุนแรงในการต่อสู้และความรุนแรงในการปราบปราม
นอกจากนี้เมื่อเราแยกแยะปัญหาแล้ว เราจะต้องทำความเข้าใจว่าปัญหาไหนคือปัญหาของกระบวนการยุติธรรมในความหมายแคบ คือกระบวนการศาลและสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินคดีความ และอะไรคือกระบวนการความยุติธรรมในความหมายกว้าง คือกระบวนการที่ทำให้ความไม่ยุติธรรมมันดำรงอยู่ได้
กระบวนการหลังนี้ทำให้ทั้งสังคมต้องเข้ามาร่วมกันรับผิดชอบ ไม่ใช่พึ่งแค่คำตัดสินของศาล และการรู้จักให้อภัยกันก็เป็นเรื่องที่สำคัญ (เมื่อกระบวนการชี้ผิดถูกที่กระทำคู่ขนานกันไปนั้นได้ให้คำตอบกับเราแล้ว) เพราะเราตระหนักถึงว่าเราเองก็อาจจะเปราะบางต่อการกระทำบางอย่างที่เราเองก็ละอายใจได้เช่นกัน



