
เรื่องของคนอ่อนเลข
กิจกรรมของรัฐบาลที่ออกมาปรากฏสายตาชาวบ้านแล้วเกิดปัญหาความไม่เข้าใจขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้คนที่เกี่ยวข้องทางภาครัฐ (นักการเมืองบวกข้าราชการประจำ) อ่อนเลข เช่นตัวอย่างเร็วๆ นี้ รัฐบาลชักชวนให้ประชาชนออกความคิดเห็นใช้ชื่อโครงการว่า 6 วัน 63 ล้านความ
ซึ่งเอาเข้าจริงๆ มีคนบริจาคความคิดให้ไม่ถึงแสน เรื่องนี้ถ้าผู้เกี่ยวข้องเก่งเลขเพียงเอา 6 หาร 63 ล้าน ผลลัพธ์ก็ออกมาว่า 1 วันจะต้องรับบริจาคถึง 10 กว่าล้านความคิดซึ่งเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นถ้าพวกเขาเก่งเลขก็คงใช้ชื่อโครงการอย่างอื่นไม่ต้องออกมาแก้ตัวว่าชื่อโครงการเป็นนามธรรม
เป็นความเข้าใจของรัฐบาลประชาธิปไตยเกิดใหม่ในหลายประเทศว่าในการที่จะให้ได้อยู่ในอำนาจนั้นเรื่องหนึ่งก็คือ ต้องเอาใจประชาชนเพื่อให้ได้เสียงโหวตในการเลือกตั้งและอื่นๆ ที่เรียกว่าประชานิยมบ้าง ชื่ออื่นบ้าง แล้วแต่จะลิขิตกันไป แต่หัวใจที่สำคัญก็คือการเอางบประมาณซึ่งได้จากภาษีอากรของประชาชนทั่วไปหว่านไปยังประชาชนบางกลุ่มโดยเฉพาะที่เรียกว่ารากหญ้า ระยะหลังๆ นี้รัฐบาลไทยหลายคณะก็หนีไม่พ้นที่จะปฏิบัติ เช่น สดๆ ร้อนๆ มีการอุดหนุนค่าก๊าซแอลพีจี และการส่งเสริมการปลูกสวนยางเป็นอาทิ
ในการส่งเสริมการปลูกยางใหม่นั้นรัฐบาลได้ทุ่มเงินลงไปช่วยเหลือแบบให้เปล่าเกือบ 4,000 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมปลูกยาง 8 แสนไร่ ได้มีผู้คำนวณว่าอันการลงทุนปลูกยางนั้นเกษตรกรจะได้ผลตอบแทนถึงไร่ละ 2 หมื่นกว่าบาท ซึ่งนับว่าสูงพอควร ฉะนั้นถ้าเจ้าของเรื่องคิดเลขเป็นก็คงจะไม่ช่วยเหลือแบบให้ฟรี แต่น่าจะให้ผ่อนระยะยาวหรือใช้คืนด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง
มาถึงเรื่องก๊าซแอลพีจีขณะนี้รัฐบาลต้องควักเงินไม่น้อยกว่าปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยตึงราคาแอลพีจีให้อยู่ที่ กก.ละ 18 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดโลกถึงกับหนึ่งเท่าตัว แต่เห็นชัดว่าถ้าผู้เกี่ยวข้องคิดเลขเป็นก็คงไม่ปล่อยให้ภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นอันจะเป็นภาระต่อฐานะการคลังของรัฐในระยะยาว และเป็นการบิดเบือนราคาตลาดส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่ประหยัดในการใช้จ่ายเชื้อเพลิง
มาเมื่อเร็วๆ นี้พวกคิดเลขไม่เป็นรุมกันเสนอจะให้เพิ่มภาษีต่างๆ ขึ้นมารวมทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มโดยจะตามอย่างประเทศบางประเทศที่ชาวบ้านเขาจ่ายแวตสูงกว่าคนไทย พวกคิดเลขไม่เป็นลืมคิดไปว่าเราอยู่ระยะที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจแต่แล้วกลับจะพยายามไปบั่นทอนอำนาจซื้อของประชาชนเสียอีก เคราะห์ดีที่นายกรัฐมนตรีไม่เห็นดีไปด้วย
มาถึงโจทย์เลขที่ค่อนข้างจะยากคือเรื่องโทรศัพท์ 3 จี (ซึ่งจะช่วยให้การสื่อข้อความของประชาชนเป็นไปโดยสะดวกรวดเร็วและประหยัด) นักวิชาการกลุ่มหนึ่งก็เห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะหารายได้เข้ารัฐด้วยวิธีเก็บค่าธรรมเนียม การออกใบอนุญาต และการใช้ใบอนุญาตให้สูงที่สุด ซึ่งหากมีผู้กล้าสู้ราคาเขาคงหาวิธีการที่จะเรียกคืนได้เพราะไม่มีพ่อค้านักธุรกิจหน้าไหนในโลกที่จะทำงานเพื่อขาดทุน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็หมายความว่าเขาจะหาช่องทาง “เข็กราคา” เอากับผู้ใช้ในที่สุดได้ ซึ่งอาจจะทำให้จำกัดวงผู้ใช้ที่มีปัญญารับภาระซึ่งหมายถึงจำกัดความเติบโตของระบบ 3 จี ซึ่งธนาคารโลกเขาได้คำนวณไว้แล้วว่าใช้ 3 จีมากเพียงใดก็มีส่วนช่วยเพิ่มจีดีพีได้มากเพียงนั้น
โจทย์เลขข้อนี้ยากอยู่แล้ว ฉะนั้นคนอ่อนเลขก็คงตอบโจทย์ไปผิดทางเหมือนกับตัวอย่างโจทย์ง่ายๆ 2-3 เรื่องข้างต้น นี่คือประเทศไทย



