
ความจริงใจแก้ไขปัญหา
มีเหตุการณ์ 2 กรณีเกิดขึ้นในช่วง 2 วันที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากข้อความ ความคิดเห็น และภาพ ปรากฏบนจอโทรทัศน์ ซึ่งได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง สะท้อนให้เห็นความแตกต่างหลากหลายของมุมมอง ทัศนคติ
รวมทั้งเจตนาของผู้เกี่ยวข้องว่าแท้จริงแล้ว เกิดจากความหวังดีหรือต้องการสร้างปัญหาด้านกฎหมายและด้านอื่นๆ ให้ผู้อื่น กรณีแรกเกี่ยวกับเรื่องนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภาพยนตร์โฆษณาชุด “ขอโทษประเทศไทย" <http://www.komchadluek.net/search.php?search=ขอโทษประเทศไทย>ของคณะกรรมการเซ็นเซอร์ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากสถานีโทรทัศน์แต่ละช่อง ตัวแทนสมาคมโฆษณา และผู้เกี่ยวข้องพิจารณาว่าสมควรให้ออกอากาศเผยแพร่ได้หรือไม่ รวมทั้งผลที่จะตามมา
นายองอาจได้กล่าวว่า ตัวเองได้ชมโฆษณาชุดดังกล่าวแล้วส่วนตัวรู้สึกชอบ เพราะเป็นการกระตุ้นความรู้สึกของคน แต่เป็นเรื่องแล้วแต่มุมมองของคน ซึ่งบางคนอาจไม่ชอบ ซึ่งสุดท้ายคณะกรรมการที่เป็นผู้มีประสบการณ์ และมีคุณวุฒิ จะเป็นคนบอกได้ดีกว่าเรา และยืนยันว่ารัฐบาลไม่เกี่ยวข้องกับการสั่งแบนโฆษณาชุดดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องของคณะกรรมการเซ็นเซอร์ แต่น่าปรับเนื้อหาภาพบางส่วนออกไป เช่น ภาพของพระภิกษุสงฆ์ เป็นต้น
จะเห็นได้ชัดว่าสังคมยังไม่พร้อมจะยอมรับความจริง ทั้งๆ ที่อยู่ในบรรยากาศของการสร้างความปรองดองปฏิรูปการเมือง ถ้าปฏิเสธความเป็นจริง สภาพต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้น เท่ากับเป็นการเลือกมองภาพที่ดี และไม่ต้องการรับรู้ความอัปลักษณ์ ซึ่งเป็นพฤติกรรมจริงที่ได้เกิดขึ้น และสะท้อนพฤติกรรมของประชาชนอยู่ในความขัดแย้งนั่นเอง
อีกกรณีเกี่ยวเนื่องกับการที่ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. ได้เรียกประชุมพนักงานสอบสวนในคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง เนื่องจากเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน มีผู้เข้าร้องทุกข์ที่ สน.คันนายาว เพื่อต้องการให้ดำเนินคดีนายพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ดารานักแสดง กรณีจากคำพูดในงานประกาศรับรางวัลนาฏราช ทางช่อง 3 ประเด็นคำพูดที่อาจเกี่ยวข้องกับสถาบันเบื้องสูง ซึ่งในประเด็นนี้เจ้าหน้าที่ผู้รับแจ้งความน่าจะมีดุลพินิจพอสมควรในการรับฟังว่าเป็นอย่างไร เพราะผู้ชมในงานก็ปรบมือชื่นชม และไม่มีใครรังเกียจแต่ประการใด ผู้ที่สมควรถูกสอบสวนคือผู้แจ้งความต่างหาก ว่ามีเจตนาเช่นใด และพฤติกรรม แนวคิดของตนเองต่อสถาบันสูงสุดเป็นอย่างไร มากกว่าจะให้เป็นเรื่องราวใหญ่โต
เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเผชิญปัญหาภาพลักษณ์ ว่าตกต่ำ ขาดความเที่ยงธรรม ใช้ดุลพินิจผิดพลาด แบ่งเป็นฝักฝ่าย แทนที่จะเป็นที่พึ่งของประชาชนในสภาพของผู้บำบัดทุกข์ บำรุงสุข และกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น ถ้าหากจิตใจ ทัศนคติไม่กว้าง มีเจตนาร้าย เพราะความคิด ความเชื่อทางการเมืองส่วนบุคคล ย่อมทำให้องค์กรมีปัญหาและนำไปสู่ความเสื่อม นั่นอาจเป็นเพราะการขาดผู้นำสูงสุด เพราะผู้นำรัฐบาลไม่สามารถแต่งตั้งผู้ที่เหมาะสมได้นั่นเอง ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ และคงไม่จำกัดเพียงกรณีนี้เท่านั้น จึงทำให้ประชาชนรู้สึกขาดที่พึ่ง ไม่ไว้ใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ และปัญหาเรื้อรังต่อไป



