
"เพชรล่องหน"-ปริศนาที่ต้องพิสูจน์
"เพชร" มูลค่ากว่า 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นของกลางที่ถูกโจรกรรม เมื่อครั้งสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่เข้าไปหลบในวัดปทุมวนาราม ย่านราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม "เกิดสูญหาย" หลังมีการนำของกลางไปแถลงข่าวที่ "ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน" (ศอฉ.)
เป้าใหญ่ที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคงไม่พ้น "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" หรือดีเอสไอ
เนื่องจาก "เจ้าของร้านเพชร" ร้องทุกข์ต่อ "พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ว่าเห็น "ทรัพย์สิน" ของตัวเองครั้งสุดท้ายในวันที่ทหารได้ทำบันทึกข้อมูลก่อนส่งมอบ "ของกลาง" ให้ดีเอสไอเซ็นรับ
สำหรับขั้นตอนการส่งมอบของกลางหลังจากเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดเครื่องเพชรจากผู้ชุมนุม ก็ได้ให้เจ้าของร้านแสดงตนและแจ้งยืนยันความเป็นเจ้าของ โดยชุดเครื่องเพชรมี 2 ชุด ชุดแรกมีการตรวจสอบจำนวนครบเรียบร้อย ส่วนชุดที่ 2 เมื่อเจ้าของร้านได้แจ้งข้อมูลเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทางตำรวจได้ทำบันทึกหลักฐานก่อนส่งให้ทหารรับเพชรไปแถลงข่าวที่ ศอฉ. จากนั้นทหารได้ทำบันทึกข้อมูลก่อนส่งมอบของกลางให้ดีเอสไอเซ็นรับ
ถือว่าขั้นตอนการส่งมอบ "เพชร" ซึ่งเป็นของกลางผ่านมือ 3 หน่วยงาน ซึ่งอยู่ภายใต้หน่วยงานของ "ศอฉ." คือ "เจ้าหน้าที่ตำรวจ" ที่เข้าไปยึดของกลางแล้วส่งต่อให้ "เจ้าหน้าที่ทหาร" นำไปแถลงข่าวที่ ศอฉ. ก่อนส่งมอบให้ "ดีเอสไอ" เซ็นรับนำเก็บรักษาไว้เป็นของกลาง
"พ.ต.อ.ชุมพร กาญจนรัตน์" ผู้กำกับการ สน.ปทุมวัน ก็ยืนยัน ทางพนักงานสอบสวนได้ส่งมอบของกลางบางส่วนให้ ศอฉ. พร้อมผู้ต้องหาไปหมดแล้ว สำหรับของกลางบางส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวนที่สามารถคืนให้ผู้เสียหายได้ ก็มีการส่งคืนไปบ้างแล้ว
"เรื่องนี้ทางผู้ใหญ่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติคงหารือกัน และอาจจะแถลงข่าวเรื่องนี้ และขอยืนยันว่า หากมีของกลางบางส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจ ก็ดูแล และสิ่งไหนส่งคืนเจ้าของได้ก็ส่งคืน" ผู้กำกับการ สน.ปทุมวัน ในฐานะเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุ กล่าว
ส่วน "พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด" โฆษก ศอฉ. ก็ยืนยันแข็งขันว่า ศอฉ.ไม่ใช่ที่เก็บของ และอย่าลืมว่า ดีเอสไอ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของ ศอฉ.ถือว่าสวมหมวก 2 ใบ สำหรับ ศอฉ.ดูแเลเรื่องนโยบายเท่านั้นไม่ได้ไปดูเรื่องรายละเอียด
"เรื่องนี้ก็ต้องไปไล่ดูตั้งแต่ต้นว่าเกี่ยวข้องกับใครบ้าง หน่วยงานไหนดูแลคดีก่อการร้าย ใครดูแลคดีอาญา ใครดูแลเรื่องความมั่นคง และเป็นไปไม่ได้ที่ทหารจะเอาเพชรไป เพราะทหารไม่มีหน้าที่เก็บเพชร"
ขณะที่ "ธาริต เพ็งดิษฐ์" ในฐานะอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งเป็นปลายทางในการเก็บรักษาของกลาง แถลงยืนยันว่า ทุกรายการมีการนับจำนวนและเซ็นรับมอบในเอกสารไว้ทุกครั้ง และในเอกสารการรับมอบของกลางในส่วนของดีเอสไอไม่พบรายการเพชรของกลางที่ถูกกล่าวอ้างว่าหายไป
นอกจากนี้ "ธาริต" ยังยืนยันพร้อมให้ความร่วมมือในการพิสูจน์ความจริง และร่วมตรวจสอบว่าเพชรดังกล่าวสูญหายจริงหรือไม่ เพราะการส่งมอบเครื่องเพชรในครั้งนั้นมีการแจ้งจำนวนของกลาง 40 รายการเท่านั้น ซึ่งก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเซ็นรับมอบ ได้ตรวจนับ ถ่ายภาพ และทำบันทึกเอาไว้ทั้งหมด
และในการตรวจนับและรับมอบของกลางจากศอฉ."ดีเอสไอ" ใช้เวลาถึง 2 วัน และเมื่อนำของกลางเข้ามายังดีเอสไอเจ้าหน้าที่ได้บันทึกภาพถ่ายแยกหมวดหมู่เก็บข้อมูลไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์
มีรายงานว่า "เจ้าของร้านจิวเวลรี่" ได้ติดต่อมายัง "ศอฉ." เพื่อขอทรัพย์สินคืน และอ้างว่ามีทรัพย์สินของกลางบางรายการสูญหาย โดยของที่หายเป็นแหวนเพชรติดป้ายราคา 106,800 บาท ส่วนตุ้มหูเพชรที่อ้างว่าหายนั้น ดีเอสไอ ไม่พบในรายการของกลาง
ที่สำคัญ "เจ้าของร้านเพชร" ชี้ภาพของกลางที่สูญหายจากเครื่องคอมพิวเตอร์ในร้านของตัวเอง ไม่ใช่ภาพถ่ายในคอมพิวเตอร์ของดีเอสไอที่ถ่ายเก็บไว้เป็นหลักฐาน
นอกจากนี้ยังมีบางรายการระบุราคาเครื่องเพชรซึ่งมีมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท ทั้งที่ป้ายราคาซึ่งผูกติดกับแหวนระบุเพียงหลักแสนบาทเท่านั้น!
ถือเป็นการให้ข้อมูลที่ขัดกัน!
เบื้องต้น "ดีเอสไอ" ในฐานะปลายทางที่รับของกลางถือว่าแบกรับปัญหาเบื้องต้นไปเต็มๆ จนกว่าคณะตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มี "พ.อ.เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา" เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานจะสรุปผลการสอบสวน
หน่วยงาน "ดีเอสไอ" ต้องเข้าควบคุมคดีที่สำคัญทางการเมืองหลายคดีจึงเป็นเหตุผลทำให้กลายเป็นเป้าโจมตี เพื่อลดความน่าเชื่อถือ หรือดิสเครดิต
ดังนั้นปัญหา "เพชรหาย" คงต้องเริ่มนำเอกสารของแต่ละฝ่ายมาตรวจสอบตั้งแต่ต้นตอว่าเพชรที่หายมีจริงหรือไม่ หรือว่าเรื่องนี้มีอะไรแอบแฝงมากกว่าแค่เรื่องเพชร!
ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย/ สมถวิล เทพสวัสดิ์



