ข่าว

ดีเอสไอ องค์กรซ่อนเงื่อน

ดีเอสไอ องค์กรซ่อนเงื่อน

21 ก.ค. 2553

สองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องกับการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ประการหนึ่ง คือการกลับคำให้การของนายสุรชัย เทวรัตน์ หรือหรั่ง ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย และคนสนิทของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ที่เดิมเชื่อว่า

เขาจะเปิดเผยข้อมูลว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ 8 คดีสำคัญ ในช่วงการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อย่างไร ประการหนึ่ง คือคำสั่งไม่ฟ้องคดีบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ในความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือไซฟ่อนเงิน โดยการจ่ายเงินค่าจ้างให้บริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด เพื่อจัดทำสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์มูลค่ากว่า 263 ล้านบาท ซึ่งเป็นคดีที่มีมูลคดีเป็นอย่างเดียวกับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งสองเรื่องนี้มีนัยสำคัญทางการเมืองหรือไม่ อย่างไร

 กล่าวกันว่าเหตุผลที่นายสุรชัย เทวรัตน์ กลับคำให้การ ก็เพราะดีเอสไอไม่ยอมกันตัวนายสุรชัยไว้เป็นพยานในคดี เช่นเดียวกับนายเมธี อมรวุฒิกุล แนวร่วม นปช. เนื่องจากนายสุรชัยมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีก่อการร้ายถึง 8 คดี อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในขบวนการค้าอาวุธสงคราม เหตุผลนี้ไม่ว่าจะมีน้ำหนักความน่าเชื่อถือเพียงใด แต่ข้อเท็จจริงที่อาจยังไม่เคยปรากฏต่อสาธารณชน ก็คือ ในเบื้องต้นที่นายเมธีถูกจับกุมนั้น ก็มีข้อหาร้ายแรงต่างๆ มากมาย ที่ดีเอสไอแถลงว่า นายเมธีให้การรับสารภาพ จนกระทั่งนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.ต้องยืนยันว่า นายเมธีไม่ใช่แกนนำคนเสื้อแดง และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว ข้อหานี้ไม่แตกต่างไปจากนายสุรชัย แต่ในความเป็นจริงถ้อยคำของนายเมธีครึ่งหนึ่ง คือคำพูดของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เป็นไปได้ว่าคำรับสารภาพที่อ้างว่าเป็นนายสุรชัย มาจากคนในดีเอสไอเอง

 ประการต่อมา คำสั่งไม่ฟ้องคดีบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ถึงแม้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แห่งพรรคประชาธิปัตย์ จะปฏิเสธในการก้าวล่วงเข้าไปในคดีของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อดีเอสไอ ฟังว่าสัญญาระหว่างทีพีไอ และบริษัทเมซไซอะฯ ไม่เป็นนิติกรรมอำพรางเสียแล้ว การที่จะฟังว่า พรรคประชาธิปัตย์กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 และ 2551 ซึ่งจะนำไปสู่คำวินิจฉัยยุบพรรค ก็จะมีน้ำหนักน้อยลงไปมาก จนกระทั่งทนายของพรรคประชาธิปัตย์ อาจยกเป็นประเด็นข้อกฎหมาย ต่อสู้เพื่อให้ประชาธิปัตย์หลุดรอดจากการยุบพรรค เพราะเจตนาในเรื่องการกระทำนิติกรรมอำพราง เป็นสาระสำคัญในการวินิจฉัยยุบพรรค

 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ปฏิเสธมาตลอดว่า ดีเอสไอปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่จะต้องยืนยันเช่นนั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่า ดีเอสไอเป็นหน่วยงานภายใต้รัฐ ที่ผันผวนไปตามกระแสการเมืองตลอดเวลา แม้กระทั่งการแต่งตั้ง โยกย้าย ผู้บริหารที่เปลี่ยนไปตามรัฐบาล ข้อสังเกตในการกลับคำให้การของนายสุรชัย เทวรัตน์ หรือคำสั่งไม่ฟ้องคดีทีพีไอ ซึ่งเป็นต้นกระแสธารของคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ แน่นอนว่า เป็นคดีการเมือง ที่จะมีผลกระทบต่อ นปช.อย่างสำคัญ หากนายสุรชัยยังคงยืนยันคำให้การเดิม และจะมีผลอย่างสำคัญเช่นกันในการเพิ่มความมั่นใจ และน้ำหนักในการต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์