
บทเรียนจากประวัติศาสตร์ ฟื้นฟูชาติต้องสื่อสาร
สงครามเวียดนามก่อตัวขึ้นเมื่อปี 2500 เป็นการต่อสู้ระหว่างชนชาติเดียวกันคือ เวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ และจบลงในปี 2518 โดยเวียดนามเหนือซึ่งปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์เป็นฝ่ายมีชัย แล้วรวมประเทศเข้าเป็นหนึ่งเดียว
เวลานั้นมีการพูดถึงทฤษฎีโดมิโนกันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ รวมทั้งในไทย ทฤษฎีที่ว่าคือการเปรียบเทียบประเทศต่างๆ ที่อยู่ติดๆ กันหรือมีผลต่อกันและกันว่าคล้ายกับตัวโดมิโน ที่เมื่อตัวหนึ่งล้มลงจะส่งผลให้ตัวที่อยู่ถัดไปล้มลงอย่างต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ หรือเมื่อประเทศใดเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ ประเทศที่อยู่ใกล้เคียงหรือมีความใกล้ชิดสนิทสนมก็จะเลียนแบบและกลายเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ไปด้วย
แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้ในทวีปเอเชีย เมื่อจีน เกาหลีเหนือ และเวียดนาม ใช้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ นักวิชาการด้านการเมืองการปกครองที่เชื่อในทฤษฎีโดมิโนก็ออกมาคาดการณ์ว่า ลาว กัมพูชา ไทย และมาเลเซีย ซึ่งเปรียบไปคล้ายกับตัวโดมิโนถัดๆ ไป ก็จะล้มลงจากระบอบประชาธิปไตยแล้วเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ในที่สุด
ประเทศไทยเวลานั้นระส่ำระสาย ทั้งศึกนอกและศึกใน ศึกในที่เห็นได้ชัดเจน เริ่มจาก “วันเสียงปืนแตก” หรือวันที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เปิดฉากต่อสู้ด้วยอาวุธกับเจ้าหน้าที่ของไทยเป็นครั้งแรก เมื่อ 7 สิงหาคม 2508 ที่เรณูนคร จ.นครพนม แล้วก็มีปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องในเวลาต่อมา หรือเหตุการณ์ในภาคใต้ที่เริ่มความรุนแรงตั้งแต่ปี 2510 ตามติดด้วยเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และพลิกผันไปสู่ 6 ตุลาคม 2519 ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของเราคือกัมพูชา และลาว ก็มีการสู้รบภายในประเทศของเขา และเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ในที่สุด ตามคาดการณ์ของแนวคิดทฤษฎีโดมิโน
คนไทยคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าในช่วงเวลานั้น ก็อยู่ในความหวั่นวิตก ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะเราคือประเทศถัดไป แต่ที่น่ากลัวกว่าก็คือการที่นักลงทุนจากต่างชาติ ยกเลิกการลงทุนในไทย ส่วนที่ลงทุนอยู่แล้วก็เริ่มทยอยถอนตัวบินกลับประเทศ
สรุปก็คือ สถานการณ์บ้านเมืองขณะนั้น ไม่ดีกว่าเมืองไทยเวลานี้ หรืออาจจะเลวร้ายกว่าด้วยซ้ำ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ทุกอย่างก็ค่อยๆ คลี่คลายไปได้ ประเทศของเราก็มีวิวัฒนาการมาโดยลำดับ จะมีชะงักบ้างจากการทะเลาะเบาะแว้ง การปฏิวัติรัฐประหาร และกบฏ
จำได้ว่าทุกครั้งที่เหตุการณ์รุนแรงมากๆ ผ่านพ้นไป ภาครัฐและเอกชน จะออกมาร่วมมือกันกอบกู้สถานการณ์ จะมีทั้งการจัดตั้งคณะทำงานหลายคณะ ช่วยกันทำงานตามความถนัด ตามกำลังและความสามารถ ซึ่งจากการติดตามข่าวคราวที่ผ่านมาก็ทราบดีว่า ขณะนี้ภาครัฐกำลังพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อหาทางฟื้นฟูบูรณะบ้านเมือง ปฏิรูปการปกครอง สร้างความปรองดอง นับเป็นโจทย์ที่ยากยิ่ง และสำคัญเร่งด่วนที่สุด จึงมีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปและคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปขึ้นมาอย่างชัดเจน ประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่ผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศให้การยอมรับนับถือ
แต่ที่น่าสังเกตก็คือ ยังไม่เห็นมีการจัดตั้งคณะทำงานที่ทำหน้าที่สื่อสารเพื่อการกอบกู้ภาพลักษณ์ประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นและเร่งด่วนไม่ด้อยไปกว่า เพราะแม้เราจะปฏิรูปกันดีเพียงใด เห็นก็แต่ข่าวว่าจะใช้งบ 7-8 ล้านบาทจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์ต่างชาติมาช่วยดำเนินการให้ ได้แต่เป็นห่วงว่า ด้วยวงเงินแค่นั้น คงทำอะไรไม่ได้ เพราะสถานการณ์ขณะนี้มันหนักหนาสาหัสมาก และอาจพิจารณาเลือกบริษัทไทยที่เก่งๆ เชิญเขามาร่วมงานด้วยดีไหม เผลอๆ จะมีหลายบริษัทที่เขาอยากช่วยประเทศโดยไม่เรียกร้องค่าตอบแทนมากมายเหมือนบริษัทฝรั่งก็ได้
การสร้างภาพลักษณ์ต้องสร้างโดยคนใน ไม่ใช่คนนอก ไม่มีคนชาติไหนจะรู้จักเข้าใจประเทศไทยได้ดีกว่าคนไทยด้วยกัน ไม่ต้องกลัวปัญหาเรื่องภาษา หรือเรื่องข้อมูลของสื่อต่างชาติ เพราะเดี๋ยวนี้ข้อมูลต่างๆ หาได้ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วย และคนไทยที่เก่งๆ มีอยู่ถมไปในแผ่นดิน
เล่าสู่กันฟัง
บัญญัติ คำนูณวัฒน์



