
พ.ต.สระบุรีขนอาวุธส่ง'หรั่งเอ็ม 79'
เริ่มมีความชัดเจนขึ้นมาเป็นลำดับ ตั้งแต่มีการจับกุม "สุรชัย เทวรัตน์" หรือหรั่ง ลูกน้องคนสนิท พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง !?!
ภาพโครงข่ายนักรบชุดดำที่เข้าไปเกี่ยวพันกับการก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ก่อนการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ระหว่างการชุมนุมไปจนถึงหลังการกระชับพื้นที่ของทหาร ถูกขยายผ่านคำรับสารภาพของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในคนสนิทที่ถูกเรียกใช้งานก่อความวุ่นวายไม่น้อยกว่า 8 ครั้ง 8 คดี
ปฐมบทที่นำมาสู่การจับกุมหรั่งครั้งนี้เกิดจากชุดสืบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เริ่มปฏิบัติการล่อซื้ออาวุธสงครามจากสุรชัย เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2553
ปฏิบัติการนี้เป็นการขยายผลมาจากการล่อซื้ออาวุธสงครามจากหนึ่งในการ์ดเสื้อแดงที่สวนลุมไนท์บาซาร์ อันเป็นชนวนเหตุแห่งความแค้นเคืองที่บิ๊กทหารในกองทัพยศ พ.ต.ซึ่งมีสายสัมพันธ์อันดีกับเสธ.แดงและคนไกลบ้านมีต่อตำรวจ
โทษฐานขอแล้วไม่ให้ !?!
การจับกุมครั้งนั้นสอบสวนแล้วมีการซัดทอดไปถึง "สุรชัย" ในฐานะผู้ครอบครองอาวุธสงครามเอาไว้จำนวนมาก และพร้อมจะทยอยนำออกขายทอดตลาด หากมีผู้สนใจเสนอราคางามๆ
ข่าวว่าสุรชัยมีอาวุธสงครามให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 อาก้า เอ็ม 16 และลูกระเบิดขว้างนานาชนิด
ชุดสืบสวนดีเอสไอเริ่มหาเบาะแสและวางแผนล่อซื้อเมื่อสายลับสามารถติดต่อหรั่งได้แล้ว นัดหมายซื้อขายอาวุธกันวันที่ 6-7 มิถุนายน 2553 แถว จ.ชลบุรี มีตั้งแต่เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ปืนเล็กยาว ลูกระเบิดขว้าง และเครื่องกระสุน ในราคา 1 แสนบาท แต่สายลับต่อรองจนราคามาอยู่ที่ 6 หมื่นบาท
แต่ระหว่างการล่อซื้อจะเกิดความผิดพลาดประการใดไม่ทราบได้ หรั่งระแคะระคายและเริ่มไหวตัว เขาเล็ดลอดการจับกุมไปได้อย่างหวุดหวิด ส่วนอาวุธสงครามและเครื่องกระสุนจำนวนมากถูกดีเอสไอตรวจยึดเอาไว้ได้
น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่าอาวุธสงครามที่ยึดได้นั้น ไม่ใช่ลอตที่นักรบชุดดำปล้นไปตอนเกิดการปะทะกันระหว่างทหารกับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เมษายน 53 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาวุธปืนทาโว่ที่มีใช้ในกองทัพ
จึงมีคำถามตามมาว่าแล้วอาวุธส่วนนี้มาจากไหน และใครเป็นคนอยู่เบื้องหลังให้การสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์มากมายขนาดนี้ ?
ตามแนวทางการสืบสวนของตำรวจ ดีเอสไอ และการข่าวของทหารที่วางสายเอาไว้เช่นกันพอสรุปได้ว่า อาวุธส่วนนี้ถูกส่งมาจาก พ.ต.คนหนึ่งใน จ.สระบุรี ผู้มีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับเสธ.แดง
มีการวิเคราะห์และประเมินกันว่าน่าจะเป็นอาวุธที่อยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง หรือบางชิ้นปลดประจำการแทงจำหน่ายเรียบร้อยแล้ว แต่ยังอยู่ในสภาพใช้งานได้ดี พ.ต.ผู้นี้อาจจะค่อยๆ ยักยอกเก็บเล็กผสมน้อยรวบรวมเอาไว้แล้วทยอยลำเลียงส่งให้กลุ่มนักรบชุดดำ
นั่นคือข้อสันนิษฐานที่เกิดจากแนวทางการสืบสวนที่มีอยู่ !?!
ส่วนอาวุธปืนอาก้าไม่ใช่อาวุธประจำกายส่วนใหญ่ของกองทัพ มีใช้เฉพาะหน่วยเท่านั้น สิ่งที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่เจ้าหน้าที่การข่าวจะคิดได้ คือ นำมาจากชายแดนไทย-กัมพูชา
ก่อนการชุมนุมใหญ่จะมีขึ้นในวันที่ 12 มีนาคม 2553 บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ คณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศให้กรุงเทพฯ และปริมณทล 7 จังหวัด เป็นพื้นที่ พ.ร.บ.ความมั่นคง ระหว่างวันที่ 11-23 มีนาคม 2553 และ 7 เมษายน 2553 จึงตัดสินใจยกระดับให้เป็นพื้นที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในหลายพื้นที่
ระหว่างนี้เองที่เจ้าหน้าที่การข่าวมั่นใจว่า พ.ต.ผู้นี้ลักลอบทยอยนำอาวุธสงครามขึ้นรถยนต์ส่วนตัวจากสระบุรีมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ เพราะเป็นนายทหารสัญญาบัตรจึงไม่ใช่เรื่องยากที่เขาจะผ่านด่านตรวจค้นที่มีอยู่หนาตาได้อย่างสะดวกสบาย
...กลับมาที่การล่อซื้ออาวุธหลังจากสุรชัยรอดพ้นการจับกุมได้เฉียดฉิว เขาหนีออกนอกประเทศไปกบดานอยู่ที่กัมพูชา แต่ช่วงนั้นชุดสืบสวนดีเอสไอยังไม่ทราบว่าหลบอยู่ที่ไหน จึงเฝ้าจับตาภรรยาของหรั่งและกิ๊กสาวอีก 2 คน กิ๊กคนแรกคือ น.ส.สุ ส่วนอีกคนคือ น.ส.เอ
สุรู้จักกับหรั่งตั้งแต่มีการชุมนุมที่แยกคอกวัว ส่วนเอเพิ่งเริ่มสนิทสนมกับหรั่งช่วงหลังการชุมนุมแล้วหนีไปอยู่ด้วยกันที่ จ.ชลบุรี ชุดสืบสวนพยายามเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวทุกด้าน ไม่นานหรั่งก็ติดต่อกับกิ๊กสาวคนหนึ่งบอกว่า กลับมาเมืองไทยแล้ว อยู่ที่ จ.ลพบุรี ดีเอสไอจึงประสาน บก.ตปพ.นำกำลังอรินทราช 26 บุกเข้าจับกุมตัวได้ในที่สุด
นี่คือข้อมูลที่ชุดสืบสวนมีอยู่เกี่ยวกับเส้นทางอาวุธยุทโธปกรณ์ของสุรชัยและนักรบชุดดำ ส่วนรายละเอียดว่าเป็นของหน่วยงานไหน และจะสามารถดำเนินคดีกับ พ.ต.คนที่ว่าได้หรือไม่ แล้วอาวุธที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาอย่างไร ใครเป็นนายหน้า อยู่ระหว่างการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานเอาผิด !?!



