
ประชาธิปัตย์รอดแล้วครึ่งทาง
ถ้าเป็นคนของประชาธิปัตย์ ก็ต้องบอกว่า โล่งขึ้นอีกนิด !
ก็ไม่ให้โล่งอกได้ไง ในเมื่อ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สั่งไม่ฟ้องคดีบริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ในความผิดตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือไซฟ่อนเงิน
นั่นเพราะคดีนี้ เกี่ยวโยงกับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ที่ถูกกล่าวหาว่ารับเงินบริจาคจากบริษัท ทีพีไอ 258 ล้านบาทโดยตรง
ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ บอกว่า คดีนี้มีผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี บริษัททีพีไอ เนื่องจากทำผิดพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยการจ่ายเงินค่าจ้างให้บริษัทเมซไซอะ บิสิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด เพื่อจัดทำสื่อโฆษณาและที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์ในโครงการต่างๆ มูลค่ากว่า 263 ล้านบาท
บริษัทเมซไซอะ ได้นำเงินเกือบทั้งหมด ไปจัดทำสื่อโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2550 และ 2551 หรือคดียุบพรรค
เรื่องดังกล่าวดีเอสไอได้ส่งสำนวนไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อพิจารณา และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
ธาริต บอกด้วยว่า คดีนี้ ดีเอสไอ เปลี่ยนพนักงานสอบสวนยกชุด และชุดใหม่ก็เข้าไปสอบสวนจนพบว่า การกล่าวหาว่าไซฟ่อนเงินนั้น เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงจากการบอกเล่ามาอีกทอด ผู้กล่าวหาไม่สามารถให้รายละเอียดชัดเจน
แต่ที่ชัดเจนกลับเป็นเรื่องของงบการเงินประจำปี และหลักฐานการว่าจ้าง เชื่อได้ว่ามีการว่าจ้าง บริษัทเมซไซอะจริง
แค่นี้ก็มากพอแล้วสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ก่อนหน้านี้ออกมาโอดครวญว่า หนักอกหนักใจกับคดีนี้
เพราะถึงแม้จะยังมีขั้นตอนของอัยการที่ดีเอสไอจะต้องส่งเรื่องให้พิจารณา แต่ก็ชัดเจนว่า ไม่มีการไซฟ่อนเงิน และมีการจ้างบริษัทเมซไซอะเพื่อทำโฆษณาให้จริง ไม่ว่าจะด้วยข้อมูลหลักฐาน หรือเหตุใดก็แล้วแต่ นั่นเท่ากับเปิดทางโล่งให้แก่พรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังดิ้นให้พ้นจากหุบเหวหายนะ
ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งเรื่องที่จะต่อสู้เอาไว้หลายประเด็น
หนึ่งในนั้นก็คือ ถ้าคิดว่า เงินบริจาคจากทีพีไอ เป็นการไซฟ่อนเงินมา ซึ่งหากเป็นจริง ก็ถือว่าเป็นการรับของโจร แต่เมื่อ พนักงานสอบสวนดีเอสไอ สรุปแล้วว่า ไม่ใช่การไซฟ่อนเงิน และมีข้อมูลหลักฐานการจ้างบริษัทเมซไซอะทำโฆษณาจริง ก็เท่ากับว่า ความบริสุทธิ์ได้กลับคืนมาแล้วครึ่งหนึ่ง
อีกครึ่งที่เหลือนั้นก็เพียงแค่อัยการเห็นคล้อยตามที่ ดีเอสไอส่งเรื่องไปให้
ข้อเท็จจริงอยู่ตรงนั้น ไม่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงว่า เม็ดเงินได้ไหลเข้าพรรคเลยแม้แต่น้อย
ส่วนคนของพรรคไม่ว่าจะเป็นใครไปได้ประโยชน์จากการ "รับจ้างทำโฆษณา" ก็น่าจะเป็นเรื่องแต่ละบุคคล
ไม่ว่าจะเป็นญาติของ ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตเลขาธิการพรรค หรือ น้องสาวของ นิพนธ์ บุญญามณี อดีตรองเลขาธิการพรรคในขณะนั้น
ส่วนเมื่อมีการ "ว่าจ้าง" และ "รับจ้าง" เกิดขึ้นแล้วจะมีข้อกฎหมายเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการชี้แจงงบดุลประจำปี หรือภาระภาษีที่ติดตามมา ก็ต้องไปไล่เบี้ยกันเอง จากผู้ที่มีรายได้จากการรับงาน
ตรงนี้ แม้แต่ธาริต ก็ยอมรับว่า ถึงแม้จะไม่เกี่ยวกับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่อยู่ในขั้นตอนของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ก็กระทบถึง "น้ำหนัก" ในการเอาผิดพรรคประชาธิปัตย์
แต่สำหรับมุมมองของคนประชาธิปัตย์แล้ว น่าจะมองไปถึง อิสรภาพจากบ่วงคดีที่คล้องเอาไว้เลยทีเดียว
หรือเต็มที่ก็อาจจะมีคนของพรรคที่ไม่สามารถชี้แจงได้ถึงภาระภาษีที่ได้จากการรับจ้าง...ซึ่งก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับพรรค
แล้วก็ไม่ใช่แค่ประเด็นนี้ที่ทีมงานด้านกฎหมายตั้งเอาไว้เพื่อต่อสู้คดี หากแต่ยังมีหลักฐานที่นายทะเบียนพรรคการเมืองที่เคยลงนามยกคำร้องไปแล้ว แต่มากลับลำนำเรื่องเข้าที่ประชุม กกต. เพราะถูกแรงกดดันจากคนเสื้อแดงที่บุกไปข่มขู่ถึงสำนักงาน กกต. เมื่อต้นเดือนเมษายน จนทำให้ กกต.เรียกประชุม และมีมติออกมาให้ส่งเรื่องร้องศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคประชาธิปัตย์
ประเด็นนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็เตรียมยกหนังสือที่ ประธาน กกต.ในฐานะ นายทะเบียนพรรคการเมือง ได้ลงนามยกคำร้องไปแล้วนั้น มีผลทางกฎหมายหรือไม่ มาต่อสู้ในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ
ถึงแม้ ธาริต จะยืนยันว่า คดีนี้ไม่มีใบสั่ง หรือช่วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เมื่อผลออกมาเช่นนี้ ดีเอสไอ ก็ต้องรับภาระหนักในการชี้แจงเพื่อให้สังคมเกิดความกระจ่าง
เช่นเดียวกัน นายทะเบียนพรรคการเมืองเองก็ต้องเป็นผู้ที่รับหน้าเสื่อในการบอกกล่าวกับผู้คน หากว่า การลงนามในหนังสือยกคำร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์แต่แรกนั้นเป็นผลให้พรรคประชาธิปัตย์รอดพ้นจากการถูกยุบพรรค
แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายในการอธิบายให้ผู้คนได้เข้าใจ โดยเฉพาะคนอีกฝ่ายที่รัฐบาลมุ่งที่จะสร้างความปรองดอง
แต่ประชาธิปัตย์จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อประตูนี้ คือประตูสู่แสงสว่างของพรรค
ส่วน อภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.- ธาริต เพ็งดิษฐ์ จะต้องเผชิญอะไรในภายหน้า เป็นเรื่องที่ยังมาไม่ถึง
เพราะในแง่คนทั่วไปคดีนี้ไม่ใช่เฉพาะแค่ข้อกฎหมาย ที่มันยุ่งยากก็เพราะเกี่ยวพันกับการเมืองและความปรองดองโดยตรง !



