ข่าว

การ-เมืองกับเรื่องผี

การ-เมืองกับเรื่องผี

20 ก.ค. 2553

ผมคิดว่าการเมืองเรื่องความจริงของเหตุการณ์กระชับพื้นที่และปรองดองนั้นกำลังก้าวสู่ความขัดแย้งและตึงเครียดในอีกระดับหนึ่งที่เป็นเรื่องของการเมืองเชิงวัฒนธรรม

 เห็นได้จากเรื่องของขบวนการรณรงค์ว่าด้วยเรื่องการเห็นคนตายที่แยกราชประสงค์ ทุกวันอาทิตย์

 เรื่องนี้จะมองให้เป็นเรื่องใหญ่ก็ได้ จะมองให้เป็นเรื่องเล็กก็ได้ เพราะมองว่าเป็นแค่เรื่องของคนกลุ่มเล็กๆ ที่มาแสดงการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในการผูกผ้าแดง และในการนอนตายอาทิตย์ละหนึ่งวันในย่านช็อปปิ้ง

 แต่ถ้ามองเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ก็เป็นเรื่องที่ใหญ่จริงๆ เพราะเมืองกับความตาย และเมืองกับผีนั้นเป็นเรื่องที่น่ากลัว...น่ากลัว และน่ากลัว...

 น่ากลัวกว่าตำนานผีแบบรายการทีวีและรายการวิทยุหลายร้อยเท่า

 นึกถึงว่าเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการของการพยายามจัดการกับความสะอาดและการจัดการกับคนตาย/ความตาย

 เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องทางการเมืองนะครับ แต่ถึงตำนานประตูผี วัดสระเกศ นั่นเลย

 ดังนั้นเรื่องใหญ่การเมืองเชิงวัฒนธรรมเรื่องความตายนั้นก็ไม่ใช่เรื่องของความจริงในการนับจำนวนคนตาย แต่หมายถึงเรื่องของความกลัว และการหลอกหลอน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องถามคำถามต่อไปอีกว่า ทำไมต้องกลัว และจะขับไล่ความกลัวอย่างไร หรือจะชดใช้กรรมที่เกิดขึ้นได้อย่างไร

 โดยเฉพาะเมื่อคนตายกลายเป็นผี (พูดง่ายๆ ว่าคนเรานั้นไม่ได้กลัวความจริงแค่ศพ แต่กลัวผี อย่างเรื่องบางเรื่องเรามั่นใจว่าไม่เกี่ยวกับเรา เราไปช่วย เรื่องราวก็เลยเป็นเรื่องศพ อาทิ สึนามิ ไม่ใช่เรื่องผี)

 คนตายกลายเป็นผีนั้นจะมาเกี่ยวข้องกับเราในสามเรื่อง คือถ้าเราผิด เขาจะมาทวงถามความยุติธรรม

 ถ้าเราไม่ได้ผิด เขาจะมาขอให้เราช่วย

 ถ้าเราไม่มีอำนาจ เป็นตัวประกอบ เขาก็มาหลอกแบบไม่ถึงตาย (เรียกว่าหลอกเล่นๆ)

 หรือในกรณีผีที่เลว ไม่ใช่ผีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ผีที่มาหลอกก็จะถูกปราบไป หรือผีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ถ้ามาหลอกมากไปก็ต้องถูกปราบ และจากนั้นก็จะมีคนกราบไหว้

 คนตายที่ไหนก็มีครับ ไม่ใช่เรื่องที่เราไม่ชิน เราอาจจะเคยเห็นผ่านตาในเมือง แต่คนตายที่กลายเป็นผีเป็นเรื่องน่ากลัว และความน่ากลัวไม่ใช่เรื่องเพราะผีนั้นน่ากลัวในตัวของผีเอง

 แต่น่ากลัวเพราะความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนตายต่างหาก ยิ่งถ้าเราเกี่ยวข้องกับคนตายในฐานะที่เป็นเหตุให้เกิดความตาย มโนธรรมสำนึกข้อนี้จะยิ่งหลอกหลอนเรามากไปเรื่อย ไม่ว่าเราจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ และนั่นก็คือที่มาของการขอขมา แต่ถ้าเราตั้งใจ ความผิดนี้ก็จะตามหลอกหลอนเราตามกฎแห่งกรรมที่ทำให้เกิดดุลแห่งความยุติโดยธรรมนั้นมีขึ้นเอง

 การพูด/การเมืองเรื่องผีนั้นทำให้เรื่องความตายไม่กลายเป็นเรื่องจำนวน หรือแง่ของคดีความ แต่กลายเป็นเรื่องของความยุติธรรมที่หลบหลีกความรับผิดชอบไม่ได้ง่ายๆ หรือจะกล่าวหาว่าคนตายเป็นคนไม่ดี ไม่มีความรู้ และป่วยไข้ไม่ได้เลย เพราะเรื่องราวสำคัญอยู่ตรงความสัมพันธ์ระหว่างเราและความตาย คนตาย และผีนั่นเอง

 ขอคืนพื้นที่ กระชับพื้นที่ ปรองดองกับผีไม่ได้ (ง่ายๆ) หรอกครับ