ข่าว

 ผู้บริโภคคุ้มครองตนเอง

ผู้บริโภคคุ้มครองตนเอง

20 ก.ค. 2553

หลายครั้งที่ผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง ระหว่างผู้บริโภคกับผู้จำหน่ายและผู้ผลิต และมักจะโดนฝ่ายผู้บริโภคกล่าวหาว่าเข้าข้างนายทุนผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย อันเกิดมาจากความไม่เข้าใจในสรรพคุณของสินค้าที่ผู้บริโภคหาซื้อมาใช้

  ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของถุงลมนิรภัยในรถยนต์ ที่ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังเข้าใจผิดว่า เมื่อเกิดการชนกันขึ้นมาถุงลมจะต้องพองออกมาทุกครั้ง และเมื่อถุงลมทำงานพองออกมาแล้วก็จะต้องคงลักษณะถุงลมที่พองคาเอาไว้ตามที่เห็นในโฆษณา หรือที่เคยดูจากในภาพยนตร์แอ็กชั่นของฝรั่งทั่วไป

 เมื่อผมได้รับเชิญให้ไปชี้แจงหรือไกล่เกลี่ยกับกรณีดังกล่าว ผมก็จะชี้แจงความจริงตามเหตุผลทางเทคนิคว่า การที่ถุงลมจะทำงานออกมาหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่หลากหลาย เช่น เรื่องความเร็วขณะปะทะกับสิ่งกีดขวาง มุมของตัวรถที่เข้าปะทะกับสิ่งที่กีดขวาง และสำคัญที่สุด ซึ่งไม่มีคนพูดถึงกันก็คือ ระยะเวลาที่รถยนต์ปะทะกับแรงต้านหรือสิ่งกีดขวางนั้นๆ ซึ่งปัจจัยสำคัญต่างๆ เหล่านี้เองที่ทำให้ถุงลมมีโอกาสพองออกมาไม่มากนัก และถือว่าเป็นผลดีต่อเจ้าของรถด้วยซ้ำไป ที่ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมหรือเปลี่ยนถุงลมซึ่งแพงมากจนน่าใจหาย

 ปัจจุบันนี้ภาครัฐและหน่วยงานเอกชนหลายกลุ่มที่คิดว่าตนเองกำลังทำหน้าที่ช่วยเหลือคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอาเปรียบจากผู้ผลิตและผู้จำหน่าย หรือจากการบริการของภาครัฐเอง โดยลืมนึกไปว่าการกระทำดังกล่าวนั้นอาจจะเป็นการกระทำที่ส่งผลให้ผู้บริโภคไม่ยอมสร้างภูมิคุ้มกันตนเองขึ้นมา

 เช่นเมื่อมีผู้บริโภคไปกู้เงินนอกระบบขึ้นมา หรือใช้เงินอนาคตผ่านบัตรเครดิต จนไม่สามารถหารายรับที่ไหนมาชำระหนี้ต่างๆ เหล่านั้นได้ หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือด้วยการหาแหล่งเงินแห่งใหม่ให้ อาจจะไม่มีดอกเบี้ยหรืออาจจะมีระยะเวลาการชำระหนี้ที่ยาวนานเกินกว่าระบบเงินกู้ปกติจะทำได้ โดยลืมไปว่าต้นเหตุทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากผู้กู้หรือผู้บริโภคกระทำการลงไปโดยไม่ประเมินกำลังหรือสถานการณ์รายรับของตนเอง หรืออาจจะมีการใช้จ่ายเกินตัว   และนำเงินที่กู้มาไปใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

 หรือจากตัวอย่างหมาดๆ ที่มีผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ส่งข้อความหมายจะชิงรางวัลจากการทายผลการแข่งขันฟุตบอลโลก เมื่อถูกเรียกเก็บค่าจ่ายจากการโทรศัพท์เพื่อการดังกล่าว ก็ร้องเรียนว่าถูกเอากำไรจากการใช้โทรศัพท์ โดยไม่ได้คำนึงว่าค่าใช้จ่ายนั้นๆ เกิดจากความโลภของตนเองที่อยากได้รางวัล จนลืมนึกถึงไปว่าจะต้องสอบถามรายละเอียดและข้อมูลต่างๆ ว่ามีข้อกำหนดอย่างไรบ้าง   ทำให้เมื่อไม่ได้รับรางวัลและยังต้องเสียค่าใช้จ่าย จึงเกิดความเดือดร้อนจนต้องร้องเรียนกันขึ้นมา

 เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผมยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างนั้นจะเห็นได้ว่า เกิดจากผู้บริโภคจำนวนหนึ่งไม่สร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเอง ไม่พยายามเรียนรู้ถึงข้อมูลทั้งด้านบวกและด้านลบให้ครบถ้วน  แต่พยายามที่จะคิดในแง่ที่เป็นบวกกับตนเองเท่านั้น เมื่อผลรับออกมาในทางลบ จึงคิดว่าตนเองถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือถูกคดโกง

 หากผู้บริโภคทั้งหลายได้ศึกษาหาข้อมูลอย่างรอบด้านไม่เข้าข้างตนเอง โอกาสที่จะโดนผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเอาเปรียบก็จะลดน้อยลง การหาข้อมูลล่วงหน้าจึงไม่ต่างอะไรกับการฉีดวัคซีนป้องการการโดนเอาเปรียบนั่นเอง การคุ้มครองผู้บริโภคที่ดีที่สุดในมุมมองของผมจึงเป็นการที่ผู้บริโภคต้องเรียนรู้เพื่อคุ้มครองตนเองในเบื้องต้น

 อีกทั้งภาครัฐและองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้อง ต้องไม่มองว่าผู้ประกอบธุรกิจคือมารร้ายที่จ้องจะเอาเปรียบผู้บริโภคเพียงถ่ายเดียว ต้องมีมุมมองที่รอบด้านจนครบถ้วนด้วย แน่นอนว่าข้อเขียนในครั้งนี้ของผมย่อมต้องมีคนมองว่าผมกำลังทำหน้าที่ออกรับแทนผู้ประกอบการมากกว่าผู้บริโภค เหมือนเช่นที่ผมเคยโดนกล่าวหามาก่อนหน้านี้หลายต่อหลายครั้ง แต่หากทบทวนให้ดีจะพบว่า แม้บทความครั้งนี้จะมีรสขมบ้างก็ตาม แต่ก็ขมแบบบอระเพ็ดที่จะทำให้ท่านทั้งหลายได้ชุ่มคอชื่นใจโดยไร้พิษใดๆ ทั้งสิ้นครับ

พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ