ข่าว

ทีดีอาร์ไอแนะพัฒนาทักษะแรงงานชี้ป.ตรีตกงานอื้อ

ทีดีอาร์ไอแนะพัฒนาทักษะแรงงานชี้ป.ตรีตกงานอื้อ

19 ก.ค. 2553

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการพัฒนาแรงงาน ทีดีอาร์ไอ เผยสถานการณ์แรงงานไทยปี53 สัดส่วนการว่างงานยังสูงโดยเฉพาะระดับปริญญาตรี ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังต้องควบคุมแรงงานไม่ให้ออกจากงาน หลังจากมีแรงงานบางส่วนกลับสู่ภาคเกษตรถาวร

(19ก.ค.) รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย หรือ TDRI กล่าวว่า ภาพรวมความต้องการแรงงานของประเทศไทย ปี 2553 มีแรงงานที่ศึกษาในระดับสูงว่างงานเป็นจำนวนมาก ขณะมีการขาดแคลนแรงงานในระดับล่างคือมัธยม ประถมศึกษา และ ปวช.ประมาณ 3 แสนคน ซึ่งจำนวนนี้นายจ้างต้องการเข้ามาทดแทนแรงงานที่ออกไปจากระบบ เพราะประเทศไทยมีแรงงานเข้าออกงานตามฤดูกาล โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 30-35% ซึ่งโรงงานขนาดกลางจะต้องหาแรงงานมาทดแทน ขณะที่โรงงานขนาดใหญ่ต้องรักษาแรงงานไม่ให้มีการออกจากงานไม่เกิน 10%

 รศ.ดร.ยงยุทธ กล่าวต่อว่า การจ้างงานในโรงงานอุตสาหกรรมยังมีการกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ส่วนอุตสาหกรรมสิ่งทอและอิเล็กทรอนิกส์มีการขาดแคลนแรงงาน ทำให้ได้ฝีมือแรงงานในระดับที่รองลงมา โดยสาเหตุหลักคือ ที่ผ่านมาประเทศไทยใช้ระบบการจ้างงานแบบซับคอนแทค แต่หลังจากที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ทำให้แรงงานส่วนใหญ่กลับไปอยู่ในชนบทและคุ้นเคยไม่ยอมกลับมาทำงานในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งแรงงานที่มีประสบการณ์ส่วนใหญ่จะมีอายุค่อนข้างมา เมื่อถูกออกจากงานก็จะไม่กลับเข้ามาทำงาน เนื่องจากร่างกายไม่มีความพร้อม รวมถึงหลังจากที่กลับมาก็ได้รับค่าจ้างเท่ากับแรงงานใหม่ แม้ว่าจะมีประสบการณ์เป็น 10 ปี ทำให้ยอมที่จะทำงานอยู่ในชนบทที่มีค่าจ้างต่ำกว่า แต่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่า

 “นายจ้างต้องเข้าไปพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานที่จะเข้ามาทำงานใหม่ เนื่องจากที่ออกไปแล้ว ไม่สามารถจะเข้ามาทำงานต่อได้ โดยเฉพาะแรงงานที่อยู่ในภาคเกษตรแต่ต้องมาทำงานในภาคอุตสาหกรรม เพราะแรงงานเหล่านี้จะไม่มีทักษะ ดังนั้นจึงต้องมีหน่วยงานที่จะต้องเข้าไปปรับและพัฒนาทักษะฝีมือ เพื่อเตรียมความพร้อมให้แรงงานเหล่านี้เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมได้” รศ.ดร.ยงยุทธ กล่าว

 รศ.ดร.ยงยุทธ กล่าวต่อว่า วิธีแก้ปัญหาคือจะต้องรีบนำระบบการวัดความสามารถมาใช้ โดยให้ค่าจ้างตามระดับฝีมือ โดยเริ่มจากกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ส่วนสถานประกอบการขนาดกลางควรจัดทำโครงสร้างค่าจ้างที่ชัดเจน รวมทั้งโรงงานจะต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มคุณภาพของชิ้นงาน ขณะเดียวกันก็ต้องดูแลคุณภาพชีวิตของแรงงานให้ดีขึ้นตามไปด้วย ซึ่งถ้าหากมีโครงสร้างค่าจ้างที่เป็นระบบก็จะไม่มีการเรียกร้องขอปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ที่จะปรับขึ้นเพียงครั้งละ 3-4 บาท

 ด้านนายอนันตชัย คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ถือว่าไม่ได้ขาดแคลนแรงงานเสียทีเดียว แต่ต้องพัฒนาแรงงานที่มีอยู่ให้มีทักษะเพิ่มขึ้น รวมถึงแรงงานที่เพิ่งจบมาจะไม่มีทักษะฝีมือ จึงอยากให้กระทรวงศึกษาธิการบรรจุหลักวิชาอุตสาหกรรมเข้าไปในหลักสูตร เช่น ความรู้อุตสาหกรรมเบื้องต้น เรื่องของวินัยและการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น ส่วนกระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จะต้องฝึกทักษะพื้นฐาน และผลักดันแรงงานเหล่านี้ ให้เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมให้ได้