ข่าว

นายกสมาคมเว็บแนะสื่อสร้างแผนปรองดองร่วมกัน

นายกสมาคมเว็บแนะสื่อสร้างแผนปรองดองร่วมกัน

19 ก.ค. 2553

กก.ติดตามสถานการณ์ วุฒิ จัดเสวนา บทบาทสื่อในการสร้างความปรองดอง ส.ว. ซัด รบ.ปิดสื่อไม่เหมาะสม นักวิชาการ ระบุ สื่อตปท.ตำหนิสื่อไทย ไม่เข้าใจเสรีนิยมปชต. ด้านสื่อเนชั่น ระบุ สื่อ 75 % อยู่ตรงข้ามแดง ชี้ปรองดองไม่ได้ถ้าสังคมไม่ยอมรับความหลากหลาย แนะ สื่อทบ

 (19ก.ค.) เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา คณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา จัดเสวนาเรื่อง "ก้าวต่อไปประเทศไทย : บทบาทสื่อมวลชนกับการสร้างความปรองดอง" โดยนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 กล่าวเปิดการเสวนาว่า ความขัดแย้งทางการเมืองช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สร้างความเสียหายใหญ่หลวง สภาผู้แทนราษฎรเคยตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาก็ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาช่วงเมษายน-พฤษภาคม 53 มีส.ว.เสนอให้มีคณะกรรมาธิการวิสามัญ ตนคิดว่าอาจจะไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน จึงเสนอว่า ให้ใช้อำนาจบริหารของประธานวุฒิสภาตั้งคณะกรรมการขึ้นมาติดตามสถานการณ์และมีข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล จึงมีคณะกรรมการชุดนี้ขึ้น ยืนยันว่า วุฒิสภามุ่งเน้นหาทางออกให้บ้านเมือง หากรัฐบาลทำอะไรดีงามก็สนับสนุน แต่อะไรที่ไม่ถูกต้องก็จะคัดค้านและมีข้อเสนอแนะและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในสังคมช่วยกันทักท้วงรัฐบาลหากทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง
 
 จากนั้นเป็นการเสวนา โดย นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ส.ว.นครศรีธรรมราช กรรมการติดตามสถานการณ์ฯ กล่าวว่า สื่อมวลชนมีส่วนสำคัญในสังคมในการสร้างความปรองดองหรือสร้างความขัดแย้งชัดเจน ดูตัวอย่างในอดีตกรณี 6 ตุลาคม 19 สถานีวิทยุของรัฐและสื่อบางฉบับโน้มนำ สร้างความเกลียดชัง นำมาสู่ความรุนแรง หรือกรณีพฤษภา 35 บางสื่อก็ถูกปิด บางสื่อก็บิดเบือน ทำให้คนออกมาชุมนุมมาก สุดท้ายเกิดความสูญเสีย ส่วนในโลกก็มีกรณีรวันดาที่ทำให้เกิดความเกลียดชังและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กัน ฉะนั้นในปัจจุบัน การปิดสื่อจึงถือว่าไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง เพราะการเปิดเสรีจะนำมาซึ่งข้อมูลหลากหลายที่จะคะคานกันเอง นอกจากนี้ วันนี้สื่อไม่ว่าของรัฐหรือเอกชนก็ต้องทบทวนการทำหน้าที่ในช่วงที่ผ่านมาว่า รอบด้านเพียงพอหรือไม่

 นายไชยา ยิ้มวิไล นักวิชาการและนักสื่อสารมวลชน กล่าวว่า การเมืองไทยปัจจุบัน ภาคประชาชนต้องการมีส่วนร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ การชุมนุมที่ปะทุขึ้นมาเพราะมีข้อมูลเปิดออกมามากมายจึงต้องการความเป็นธรรม ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา กลุ่มคนมีความหลากหลายและบริโภคสื่อมาก มีวิทยุชุมชนในต่างจังหวัด แต่บางแห่งก็บิดเบือนข่าวสารก็มีส่วนสำคัญทำให้เกิดความเข้าใจผิด ส่วนภาพรวมของสื่อไทย สื่อต่างประเทศ 70 % มองสื่อไทยว่ามีอคติ และยังไม่เข้าใจหลักการเรื่องเสรีนิยมประชาธิปไตย เพราะการเมืองไทยเองด้วยที่มีความซับซ้อน ตามหลักการ สื่อต้องพยายามรายงานข่าวตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ส่วนคอลัมนิสต์ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ด้วยจุดยืนมุมมองที่ต่างกัน ฉะนั้นหนังสือพิมพ์ในหนึ่งหน้า คอลัมนิสต์ก็อาจมีหลายเฉดสี มีข้อเขียนที่ต่างกันออกมา ตรงนี้ก็จะเกิดความเป็นธรรม ความรอบด้านมากขึ้น ส่วนเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 53 มาถึงวันนี้ ยังอึมครึมและมีข้อกังขามากมาย สื่อยังไม่สามารถทำให้ปรากฏได้ชัด แต่เรื่องการสร้างความปรองดองตนยังรู้สึกว่า สื่อยังพยายามทำอยู่

 นายประวิทย์ โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น กล่าวว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยมีความเห็นแตกต่างกันมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน แม้แต่สื่อก็เลือกข้างอย่างชัดเจน ทำให้พื้นที่สำหรับความเห็นต่างแทบไม่มี สื่อกระแสหลักในปัจจุบัน 75 % อยู่ฝ่ายตรงข้ามเสื้อแดง จุดเริ่มอาจดูจากบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ทุกเล่มหลังรัฐประหารชัดเจนมากที่ไม่มีใครติติงการรัฐประหาร บางเล่มก็อะลุ้มอะหล่วย ซึ่งการแก้ปมการเมืองด้วยการล้มกระดานเมื่อ 19 กันยายน 49 แล้วสังคมรับได้ ทำให้ต่อจากนั้นมีเสื้อแดง ต่อมามีเสื้อเหลือง แล้วก็มีเสื้อแดงอีก ก็ไม่จบ เพราะมัวแต่กลบกันใต้พรมแล้วเดินไปข้างหน้า วันนี้สื่อสีแดงยังถูกปิด และหลังวันที่ 19 พฤษภาคม สื่อยังไม่ได้มองบทบาทตัวเองอย่างดีพอว่า มีส่วนสร้างปมความแตกแยกขัดแย้งหรือไม่

 "หากเปรียบเทียบกับต่างประเทศ สื่อโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ที่สำคัญกระจายอยู่ในหลายรัฐ แต่ของไทยกระจุกอยู่ในกทม.ทั้งหมด จึงมีมุมมองแบบกรุงเทพฯ และให้ความสำคัญกับต่างจังหวัดน้อยมาก เมื่อสื่อกระแสหลักไม่ตอบสนองอย่างที่คนต่างจังหวัดต้องการเห็นในเรื่องปากท้อง สิ่งแวดล้อม แต่มองเอียงแบบกรุงเทพฯ จึงมองไปในทางสนับสนุนรัฐบาลไปโดยปริยาย ความหวังการปรองดองจึงมีน้อย เพราะความหวังของการปรองดองคือ การให้ความเห็นหลากหลายอยู่ได้โดยไม่ทำลายกัน แต่ช่วงที่ผ่านมา การทำให้อยู่ได้คือ การทำลายความเห็นต่างให้หมดไป อย่างเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม คนเสื้อแดงตะโกนในวัดปทุมวนารมว่า ที่นี่มีคนตาย ก็โดนจับ ฉะนั้นสื่อกระแสหลักต้องปรับทัศนคติ จะเชียร์ใครไม่ว่า แต่ต้องมีพื้นที่ให้คนเห็นต่างให้มากที่สุด ไม่เช่นนั้นคนไม่มีทางออกก็เหมือนกาน้ำที่สุดท้ายแล้วก็ระเบิด" นายประวิทย์ กล่าว

 นายประวิทย์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้แม้แต่บุคคลสาธาณะที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ยังไม่มีเลย แม้แต่นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ นพ.ประเวศ วะสี ประธานสมัชชาปฏิรูปประเทศ คนเสื้อแดงก็ยังไม่ยอมรับ สื่อก็ตกอยู่ในสภาพการไม่ถูกยอมรับเช่นกัน ฉะนั้นสังคมต้องช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของสื่อให้มากขึ้น

 นายปรเมศวร์ มินศิริ นายกสมาคมเว็บไซต์ กล่าวว่า สื่อกับการสร้างความปรองดอง ทำได้โดยต้องทำให้ทุกฝ่ายมาคุยกันให้ได้โดยมีคนกลางมากำหนดกติกา เหมือนการปรองดองในประเทศแอฟริกาใต้ที่มีคนกลาง นำการพูดคุยของคนแต่ละฝ่ายมาให้สื่อตีพิมพ์ ให้ทีวีทำสกู๊ป เพราะแผนปรองดองต้องมาจากการยอมรับร่วมกันของทุกฝ่าย ไม่ใช่ให้ฝ่ายใดเสนอแผนมาแล้วจะทึกทักว่าทุกคนยอมรับ ซึ่งการทึกทักอาจจะมาจากการที่มีเสียงดังกว่า มีอำนาจมากกว่า มีเสียงดังจากสื่อมากกว่า ขณะเดียวกันสื่อต้องมีบทบาทที่จะทำให้เสียงของทุกฝ่ายออกมาให้ได้ เพื่อให้มีข้อเสนอของทุกฝ่ายมาทำเป็นแผนร่วมกัน สำหรับประเทศไทย เวบไซต์ของกลุ่มพลังบวกก็พยายามทำแบบนี้ แต่ก็โดนปิด แต่ยิ่งปิดก็ยิ่งมีคนอยากดูมาก วันนี้รัฐจึงไม่สามารถปิดช่องทางได้แล้ว ฉะนั้นจึงต้องคิดใหม่และเปิดให้ทุกฝ่ายได้ส่งเสียง เพื่อยอมรับความจริงร่วมกัน ก็จะปรองดองได้

 จากนั้นจึงเปิดให้ผู้ร่วมสัมมนาแสดงความเห็น มีที่น่าสนใจ อาทิ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บ.ก.เรดพาวเวอร์ กล่าวว่า การปรองดองถูกนำเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการกลบเกลื่อนความจริงหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการสลายการชุมนุม เพราะหากต้องการจะปรองดองจริง เมื่อรัฐบาลประกาศแผนออกมาเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม แต่ภายหลังกลับมาสลายการชุมนุม ตนมองว่า ความขัดแย้งทางความคิดจะทำให้สังคมก้าวหน้า เพราะทำให้คนมาถกเถียงกันด้วยเหตุผล แต่ตอนนี้คู่กรณีกลับถูกไล่ล่า มีพ.ร.ก.ฉุกเฉินจัดการ การปรองดองเกิดไม่ได้ภายใต้บรรยากาศการบิดเบือน การสร้างความน่าสะพรึงกลัว การไม่มีสิทธิเสรีภาพ มีการปิดสื่อหมด ภาพลักษณ์ของประเทศกลายเป็นประเทศเผด็จการ

 นายสมยศ กล่าวอีกว่า ขอเรียกร้องไปยังคณะกรรมการให้ส่งผ่านไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะสื่อบางแห่ง ที่สำคัญ การพิจารณาคดีมีการนำการวินิจฉัยของสื่อมาประกอบการพิจารณาซึ่งตนก็เคยได้รับผลกระทบตรงนี้จนสังคมมีความเชื่อเช่นนั้น ล่าสุดขบวนการล่าแม่มดลามไปถึงนายวิทวัส ท้าวคำลือ หรือ มาร์ค วี 11 จึงอยากให้มีคณะกรรมการอิสระรับเรื่องเรื่องเรียนและตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย

 ส่วนนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา กล่าวว่า สถานการณ์ความรุนแรงที่สังคมไทยเผชิญหน้า เป็นเพียงจุดเริ่มระยะแรกๆ ของการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ซึ่งไม่รู้ว่าจุดจบคืออะไร แผนปรองดองของรัฐบาล เป็นเพียง 1 วาทกรรม 1 ยุทธวิธี ที่ต้องการลากให้ผ่านงบประมาณปี 54 การโยกย้ายข้าราชการและนายทหารประจำปี ที่จะนำไปสู่การยุบสภาช่วงต้นปีหน้า แต่นั่นไม่ถือเป็นการหมดวิกฤติ และจะเกิดความขัดแย้งคู่ใหม่ระหว่างมวลชนที่สนับสนุนเสื้อแดงและเหลือง ต่อสู้กับนักการเมืองในระบบ และความขัดแย้งคู่ใหม่นี้รัฐบาลก็ยังตอบไม่ได้ แต่ตนยังคิดว่า การมีสื่อเลือกข้างและกลุ่มสนับสนุนทางการเมือง ยังควรมี เพราะในที่สุดแล้ว วัฒนธรรมการเสพสื่อจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆที่สุดแล้วประชาชนก็จะคัดกรองเลือกเสพได้เอง

 นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ส.ว.อุทัยธานี กล่าวว่า การตั้งคณะกรรมการเพื่อความปรองดองไม่เกิดประโยชน์ เพราะท้ายสุดจะเป็นเพียงวิทยานิพนธ์ ความปรองดองไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ส.ว.ไปยื่นหนังสือที่ศอฉ.ก่อนสลายชุมนุม ขนาดสื่อจะทำข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ยังไม่อนุญาต ทุกวันนี้ประเทศไทยปกครองเหมือนกับแดนสนธยาที่ไม่รู้ว่าใครพูดจริงหรือไม่จริง อีกทั้งคนที่มีอำนาจอยู่ในมือไปตีหัวเขาแล้วมาตั้งคณะกรรมการสอบสวนอีก ความปรองดองไม่มีทางเกิดขึ้น

 พล.ต.ท.พิชัย สุนทรสัจบูลย์ ส.ว.อุดรธานี กล่าวว่า บ้านเมืองที่แตกแยก เพราะมีการไปกล่าวหาว่า อีกฝ่ายล้มสถาบัน และดูถูกคนอีสานว่า สามารถซื้อได้ ขอร้องว่า อย่าใส่ร้ายกันหรือไปเหมารวมทั้งหมด การที่บางคนชอบพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เพราะอาจประทับใจการทำงาน แต่บางคนไปตอกย้ำ ด่าคนที่ชอบอยู่ทุกวันโดยเฉพาะในสื่อของรัฐ ตรงนี้ควรก้าวข้ามได้แล้ว ถ้ารัฐบาลยังทำเรื่องใส่ร้าย หรือย้ำถึงพ.ต.ท.ทักษิณ อยู่เรื่อยๆ ความปรองดองไม่มีทางเกิดขึ้น