
คนจนโวยสาทิตย์เบี้ยวเข้ารับฟังปัญหา
คนจนโวย สาทิตย์ เบี้ยวเข้ารับฟังปัญหา วันหลังอย่าจัดเสียเวลาทำมาหากิน ย้ำปัญหารัฐออกเอกสารสิทธิทับซ้อนที่ทำกิน แถมหักหลังแม้เจรจากันได้ แต่เข้าเกียร์เดินหน้าดำเนินคดี
(19ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในงานเวทีสาธารณะ คดีคนจนว่าด้วย “คนจนกับความไม่เป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม” เดิมตามกำหนดการระบุว่า นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะมารับฟังปัญหาและอธิบายนโยบายแก้ไขปัญหาความยากจนลดความเหลื่อมล้ำในสังคม แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลาพิธีกรประกาศว่านายสาทิตย์แจ้งว่าติดภารกิจด่วนไม่สามารถมาร่วมงานได้ ทำให้ในช่วงที่นายสาทิตย์จะต้องบรรยายหนึ่งชั่วโมง
จึงต้องให้ประชาชนที่มาร่วมแสดงความคิดเห็น และมีผู้แสดงความไม่พอใจ โดยมีประชาชนรายหนึ่งระบุว่า “เวทีเช่นนี้ขาดคนผูกไทด์ คนมีอำนาจกลับไม่มา คุณกินภาษีอากรกลับไม่มา เรากลายมาเป็นพูดให้พวกเดียวกันเองฟัง เวทีแบบนี้ถ้าคนมีอำนาจไม่มาไม่ต้องจัด นายสาทิตย์ต้องมาสิ เราจะร้องเพลงให้ฟังก็ได้ถ้าคุณกลัว ต่อไปถ้าจัดงานแบบนี้แล้วไม่มาตนก็ไม่มาอีก เสียเงินค่าจัดงาน และเสียเวลาทำมาหากิน ”
ก่อนหน้านั้นเวลา 09.00 น. ที่คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดเวทีสาธารณะคดีคนจนว่าด้วย “คนจนกับความไม่เป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม” โดยช่วงเช้าเป็นการปาฐกถาหัวข้อ“การปฏิรูปประเทศไทย ? ในสถานการณ์ไล่จับคนจน” โดยนายบำรุง คะโยธา ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน ซึ่งนายบำรุง กล่าวว่า ตนเคยเป็นกรรมการแรงงานที่รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคม และเคลื่อนไหวและย้ายไปต่อสู้เพื่อเกษตรกร แต่ปัญหาก็ขยายไปเรื่อย พอมีปัญหาเราไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ต้องปิดถนน พอปิดถนนก็เป็นผู้ต้องหา
นายบำรุง กล่าวต่อว่า แต่ตนติดใจและข้องใจสองกรณีคือ กรณีการต่อต้านสถานที่เผาขยะที่ อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ชาวบ้านจะคัดค้าน โดยเกิดขึ้นในสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี และก็เหมือนทุกทีคือฟ้องร้องแต่ก็ไม่มีการดำเนินคดีอะไร แต่ต่อมายุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ ก็กลับรื้อเรื่องดังกล่าวมาดำเนินคดี และจากการขึ้นศาลครั้งนั้นทำให้ตนได้คิดว่าไม่ได้พบชาวบ้านเลย ทุกคนกลัวหมด จนอัยการแนะนำว่าให้รับสารภาพ เพราะโจทย์อ้างพยาน 80 ปาก ซึ่งสุดท้ายก็รอลงอาญา คดีต่อมาคือเรื่องบุกรุก เรื่องธนาคารแห่งประเทศไทยที่ขอนแก่น ซึ่งคดีนี้โดนเรียกร้องค่าเสียหาย 300 ล้านบาทด้วย แต่คดีนี้ตนสู้อยู่กว่า 2 ปี สุดท้ายศาลไม่เชื่อว่าเราไปประชุม และบอกว่าเราบุกรุก อย่างไรก็ตามท้ายที่สุด ธปท.ก็ไม่เรียกค่าเสียหายทางแพ่ง และศาลก็ระบุว่าเราผิดจริง แต่ยังปราณีโดยระบุว่า เข้าใจว่าบุกรุกเพื่อให้รัฐบาลแก้ปัญหาคนยากคนจน ทำให้ถูกลงโทษแค่รอลงอาญา สองคดีนี้ตนหมดเงินไปเกือบแสนบาท
“เรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจ ถ้าผู้มีอำนาจสั่งเมื่อไหร่ก็ต้องขึ้นศาล ผมถึงไม่แปลกใจว่า คนร่วมกระบวนเจอข้อหา เป็นเรื่องปกติ มันอยู่ที่การเมือง” นายบำรุง กล่าว
ต่อมาเป็นการเปิดเผยเรื่องจริงผ่านเวทีการประชุมว่าคนจนในแต่ละภาคได้รับความไม่เป็นธรรมอย่างไร โดยกลุ่มคนจนภาคเหนือ นายประยงค์ ดอกลำไย พูดถึงกรณีกลุ่มปฏิรูปที่ดินโฉนดชุมชนว่า สถานการณ์คดีคนจนภาคเหนือ จะเป็นเรื่องที่ดินเอกชน มองผิวเผินก็เหมือนไปบุกรุก แต่ที่จริงเป็นปัญหามาจากการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ โดยมติครม.ปี 2507 ให้นำที่ดินไปจัดสรรให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนภูมิพล และกรมที่ดินก็ออกใบจอง แต่เนื่องจากพื้นที่กว้างขวาง ทำให้หาที่ดินไม่เจอ หรือเมื่อได้ใบจองก็ไม่สามารเข้าไปทำกินได้ เพราะมีคนอื่นทำกินอยู่ ต่อมาจึงได้ยกเลิกใบจองและมีโครงการเดินสำรวจพื้นที่แทน และนี่เองที่กลายเป็นปัญหาเรื่องการสร้างหลักฐานเท็จ และเกิดการทุจริตอย่างมหาศาล และสุดท้ายก็ไม่มีการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ รวมทั้งนำเอกสารสิทธิ์ไปจำนอง
นายประยงค์ กล่าวต่อว่า จนต่อมาเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจคนก็กลับบ้านและไปทำประโยชน์จากที่ดิน แต่กลับเจอธนาคารออกมาแสดงตนและฟ้องร้องชาวบ้าน ต่อมาจึงมีการเจรจากับรัฐบาลในสมัยนั้นซึ่งก็คือรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยมีมติ ครม.เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2545 ที่จะตรวจสอบพื้นที่และปฏิรูปที่ดินนำร่อง พร้อมทั้งระบุว่าหากพบการทุจริตก็จะเพิกถอน แต่หากไม่พบทุจริตแต่ไม่ทำประโยชน์ก็จะเพิกถอน แต่หากทำประโยชน์จะเจรจาซื้อคืน แต่ต่อมาในวันที่ 23 เม.ย. 2545 ก็มีการกลับลำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด หลังจากนั้นก็เกิดกระบวนการไล่ล่าผู้นำ ออกหมายจับแกนนำ แต่ละคนโดนคดีเป็นจำนวนมาก โฉนดแต่ละแปลงก็ฟ้องหนึ่งคดี มีชาวบ้านโดนคดี 109 คน แต่มีคดีกว่าหนึ่งพันคดี และให้ใช้หลักประกันคดีละ 1 แสนบาท เราต้องใช้เงินกว่า 100 ล้านในการประกันตัว ทำให้ชาวบ้านไม่มีโอกาสประกันตัวเอง และถูกคุมขังอยู 59 วัน แต่สุดท้ายก็ได้ให้ประกันตัวคนละ 100,000 บาท เราก็ต้องให้ ส.ส. ส.ว.ไปประกันตัว
นายประยงค์ กล่าวต่อไปว่า ในการพิจารณา ศาลเชื่อว่าคนเหล่านี้เป็นกระบวนการบุกรุก มีการยึดที่ดิน คำเบิกความของชาวบ้านมักจะไม่รับการให้น้ำหนัก หรือฟังแต่พยานของราชการหรือให้กับตำรวจสายสืบที่มาให้ปากคำเท่านั้น จนล่าสุด มีคำสั่งขังแกนนำ 19 คนเนื่องจากศาลอุทธรณ์พิจารณาให้จำคุก 6 เดือน จากศาลชั้นต้นให้จำคุก 1 ปี และไม่ให้ฎีกาเนื่องจากเห็นว่าโทษต่ำ แต่ล่าสุดชาวบ้านไม่ยอมตามที่ศาลสั่งและกำลังอุทธรณ์คำสั่งศาล
ต่อมาเป็นปัญหาที่ดิน ภาคอีสาน จ.ชัยภูมิ นำเสนอโดยนายปราโมทย์ ผลภิญโญ จากที่ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ฟ้องขับไล่ ประชาชนที่ทำมาหากิน ทั้งๆที่เป็นสวนป่าที่ปลูกทับที่ทำกิน จริงๆพวกเราต้องการเสนอว่าระหว่างการแก้ปัญหา เรื่องคดีความที่จะเกิด ก็ขอให้ยุติเรื่องไว้ก่อน โดยใช้มาตรการทางบริหารที่เข้มข้น แต่วันนั้นก็ยังกลับมีหมายเรียกค่าเสียหายจากชาวบ้าน นอกจากนี้ศาลยังไม่นำเรื่องสิทธิประโยชน์ของชาวบ้านไปพิจารณาด้วย หากปล่อยไปอย่างนี้ก็จะโดนชะตากรรมเดียวกัน
ขณะที่ภาคใต้ เรื่องกลุ่มปัญหาพื้นที่อันดามัน นำเสนอโดยนายสุทธิพงษ์ ลายทิพย์ กล่าวว่า เรื่องการฟ้องชาวบ้านที่เข้าไปทำกินในที่ดิน มีกว่า 1,500 กรณี ใน 37 พื้นที่ ตั้งแต่ระนองถึงสตูล และมีคดี 415 คดี เกี่ยวข้อง 7,000 ครัวเรือน แต่ในส่วนของที่มา โดยแต่ละปัญหาจะมีกลุ่มเหมืองแร่ร้าง และป่าชายเลนเสื่อมสภาพ นอกจากนี้ยังมีการเตรียมพื้นที่ประเคนให้คนรวย เตรียมนโยบายและเปิดช่องให้คนรวยเข้าไปเช่าใช้พื้นที่และฟ้องขับไล่คนยากคนจน และยังมีกรณีคนรวยใช้กฎหมายเข้าไปเล่นงานคนที่ไม่พอใจ หมั่นไส้คนไหนก็ไปแจ้งเทศบาล หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร จนเจอปรับวันละ 1,000 บาท ขนาดห้างใน กทม. ยังปรับวันละ 100 บาทเท่านั้น คนจนเวลาถูกฟ้องมักได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมตามกฎหมาย และอาจจะมากกว่าคนรวย เราได้รับเกียรติมาก เวลาประกันตัวทำไมค่าหัวมันสูงบางที่ให้ใช้ถึงสามแสนบาท และไม่ทราบว่าการตัดสินทางใต้เป็นอย่างไร ส่วนใหญ่ไม่รอลงอาญา นอกจากนี้ยังมีคำสั่งทางปกครองเข้าไปเล่นงานชาวบ้านอีกด้วย
ต่อมาเป็นการรายงานกลุ่มปัญหาคนจนเมือง ที่ดิน รัฐ เอกชน โดยนายพงษ์ศักดิ์ สายวรรณ กล่าวว่า อำนาจศาลตกเป็นเครื่องมือโดยไม่รู้ตัว ทุกครั้งที่คนจนขึ้นศาลจะถูกดำเนินคดีโดยเร็ว โดยมากปัญหาคือ เอกชนออกโฉนดมาทับที่ชุมชนและถูกแจ้งจับดำเนินคดี และสุดท้ายโฉนดที่ออกมาโดยนายทุนก็จะถูกต้องโดยคำรับรองของคำพิพากษาศาล สุดท้ายเราเป็นเหยื่อของการพัฒนาทั้งจากกลุ่มทุนและฝั่งรัฐ คดีที่เป็นข้อพิพาท ก็มาจากการเรียกร้องความเป็นธรรม แต่กฎหมายไม่เคยหยิบประเด็นนี้มาแต่กลับไปใช้กฎหมายเล็กกฎหมายยิบย่อย และยิ่งเผด็จศึกเราเยอะขึ้น วันนี้รัฐบาลยอมรับว่าปัญหาที่ดินเป็นที่มาของความเหลื่อมล้ำ แต่รัฐก็พยายามหลีกเลี่ยงโดยอ้างว่าอยู่ในชั้นศาล
ขณะที่นางจินตนา แก้วขาว ก็ได้กล่าวถึงคนจนกับการพัฒนาของรัฐและเอกชน โดยกล่าวว่า ในพื้นที่ของ จ.ประจวบคีรีขันธ์นั้นมีโครงการต่างๆเป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นโรงถลุงเหล็ก โรงงานไฟฟ้า และโรงเผาขยะ และมีคดีเป็นจำนวนมาก จนชาวบ้านต้องเดือดร้อน แม้แต่เจริญ วัดอักษร แกนนำชาวบ้าน บ่อนอก หินกรูด ที่แม้จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่บิดาของเขาที่อายุเกือบ 90 ปีก็ยังต้องรับผิดชอบค่าเสียหายอยู่เลย หรือชาวบ้านที่สู้จนทำให้เราได้ที่ดินคืน รวมทั้งมีการเอาผิดทางวินัยและอาญากับเจ้าหน้าที่ จากทาง ป.ป.ช. ก็ยังถูกจำคุก หากศาลตัดสินยืนก็ถูกจำคุกแน่นอนหกเดือน ชาวบ้านไม่ได้อะไร แต่ก็ต้องจมทุกข์อยู่กับคดี
นางจินตนา กล่าวว่า กรณีโรงถลุงเหล็กบางสะพาน โดนฟ้อง 50-60 คน โดนทั้งคดีบุกรุก หมิ่นประมาท ทำให้เสียทรัพย์ ลักทรัพย์ ละเมิดสิทธิ ร่วมกันฆ่าผู้อื่น เราไม่เถียงว่าเมื่อฝ่ายหนึ่งตายต้องโทษฝ่ายหนึ่ง เราถูกแจ้งดำเนินคดีร่วมกันฆ่า 5 คน วันนี้เราต้องคุยว่า มันเริ่มจากกระบวนการที่ไม่เป็นธรรม “วันนี้พูดเรื่องการปรองดอง กลุ่มการเมืองต่างๆได้รับสิทธิ แต่เราจะได้รับสิทธิการปรองดองบ้างหรือไม่” นางจินตนา กล่าว



