
บทเรียนจากการรบ : พลเอก หาญ ลีนานนท์ (2)
การจัดกำลังทหาร หรือตำรวจ (พตท.)ไปรักษาสถานการณ์และ/หรือ ควบคุมสถานการณ์ในหมู่บ้านแดง จึงเป็นการสูญเสียหรือสลายกำลังของฝ่ายเรา น่าจะต้องมีการทบทวนการใช้กำลังแบบนี้กันใหม่
“ผลงานการปราบโจรของ ทพ.45 และ ทพ.43 บนเทือกเขาตะเว เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2550 กำลัง ทพ.สามารถยึดค่ายฝึกชั่วคราวของโจร และฆ่าโจรตายได้ 5 ศพ (บอดี้เคานท์)เป็นการยืนยันทางด้านการข่าวกรองว่า พื้นที่รอยต่อเขตแดนไทย-มาเลเซียนั้น เป็นที่ตั้งค่ายฝึกชั่วคราวของโจรหลายแห่ง ที่เคยพบรายงานคือพื้นที่ใน อ.บันนังสตา ธารโต และสุคิริน โดยที่กำลังทหารหลักของฝ่ายเราไม่เคยเข้าไปตรวจสอบเลย
การปฏิบัติการทางยุทธวิธีทหารของกรม ทพ.45 และ ทพ.43 ด้วยชุดเล็กๆ กำลังเพียง 21 คนก็สามารถทำลายที่หมายและพิสูจน์ทราบได้ว่าค่ายฝึกชั่วคราวตามตะเข็บชายแดนไทย-มาเลเซียนั้นมีจริง และมีหลายแห่งที่ฝ่ายเราต้องเข้าไปพิสูจน์ทราบ ยึด และ/หรือ ทำลายให้หมดสิ้น”
นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจจากบทความ “บทเรียนจากการรบ ตอน กลลวงของโจร” โดย พลเอก หาญ ลีนานนท์
พลเอก หาญ ลีนานนท์ ครั้งดำรงยศพลโท เข้ารับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อตุลาคม 2524 ขณะที่กองกำลังติดอาวุธของ พคท.ทั่วทั้งประเทศกำลังตกเป็นฝ่ายรับทั้งทางด้านการเมืองและการทหารอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน อันเป็นผลจากนโยบาย “การเมืองนำการทหาร” เว้น 14 จังหวัดภาคใต้ ดินแดนด้ามขวานที่ พคท.ใต้ยังคงยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงไม่น้อย ที่ทำการของทางราชการยังคงถูกยึดถูกเผา หน่วยทหารยังคงถูกซุ่มโจมตี ฯลฯ อยู่เป็นประจำ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่กองทัพภาคที่ 4 เรียกร้องจากกองทัพบกอยู่เสมอคือ “กำลังเพิ่มเติม” ซึ่งก็มีเหตุผลสนับสนุนอยู่บ้างเนื่องจากเป็นกองทัพภาคที่จัดตั้งขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. 2518 โครงสร้างกำลังจึงยังไม่ครบถ้วน และกองทัพบกก็ให้การสนับสนุนกำลังเพิ่มเติมจากหน่วยนอกกองทัพภาคที่ 4 มาให้เป็นประจำ จนกลายเป็น “สูตรสำเร็จ” ก็ว่าได้
แต่สิ่งที่ “แม่ทัพหาญ” วิเคราะห์ให้พวกเราฟังคือ เรากำลังตกเป็นเหยื่อ “ยุทธศาสตร์สลายกำลัง” อันชาญฉลาดของ พคท. หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ต่อให้ส่งกำลังทั้งกองทัพบกมาให้ ก็ไม่พอ
วิธีการในเราใช้ในยุคนั้นคือ จัดวางกำลังเป็นฐานปฏิบัติการระดับกองร้อยเป็นหลักทั้งทหารและ ตชด. กระจายกันทั่วพื้นที่เคลื่อนไหวของ พคท.ใต้ เพื่อกดดันและจำกัดเสรีในการเคลื่อนไหวของพวกเขา ในส่วนของตำรวจภูธร ก็ใช้แนวทางเดียวกันนี้ โดยมีการจัดตั้งสถานีตำรวจภูธรประจำตำบล-สภ.ต.ขึ้นมากมาย แต่ละสถานีมีกำลังตำรวจอยู่เพียงไม่กี่สิบนาย
ผลที่ตามมาและกลายเป็นปัญหาปวดหัวที่แก้ไม่ตกของกองทัพภาคที่ 4 คือ สภ.ต.แห่งแล้วแห่งเล่าถูกยึดถูกยึด ถูกเผาทำลาย ส่วนฐานปฏิบัติการทางทหารก็กลายเป็นตกอยู่ในวงล้อมของ ทปท.จนแทบกระดิกตัวไม่ได้
ทางแก้ของกองทัพภาคที่ 4 ขณะนั้นคือเร่งขยายการจัดตั้งฐานปฏิบัติการให้มากยิ่งขึ้น
แต่นั่นก็ยิ่งเป็นการขยายจุดอ่อนให้มากขึ้นไปอีก กำลังพลและยุทโธปกรณ์ของกองทัพแห่งชาติซึ่งมากมายมหาศาลกว่าฝ่าย ทปท.อย่างเปรียบเทียบไม่ได้ จึงอ่อนแอลงอย่างไม่น่าเชื่อ
เป็นดังที่ “แม่ทัพหาญ”ว่าไว้คือ กองทัพภาคที่ 4 กำลังหลงกล “ยุทธศาสตร์สลายกำลัง”ของ พคท.ใต้
“แม่ทัพหาญ” สั่งปรับยุทธศาสตร์การใช้กำลังของกองทัพภาคที่ 4 ครั้งใหญ่ ฐานปฏิบัติการของฝ่ายทหารและ ตชด.ที่บางพื้นที่แยกตัวจนถึงระดับหมวดถูกยกเลิก สถานีตำรวจภูธรประจำตำบลถูกยุบ กำลังพลกลับเข้ามารวมตัวเป็นกลุ่มก้อน มีการฟื้นฟูทั้งร่างกาย จิตใจและความคิดเพิ่มระดับขีดความสามารถจนเกิดความมั่นใจ จากนั้นก็เปิดฉากการรุกใหญ่ทางการทหาร กำลังพลที่เคยถูกใช้กระจัดกระจายเป็น “เบี้ยหัวแตก” ถูกนำมาใช้ใหม่อย่างถูกต้องตามหลักการสงคราม “การรวมกำลัง” จนกระทั่ง ทุกฐานที่มั่นของ พคท.ใต้ไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ และตกเป็นฝ่ายรับทั้งทางด้านการเมืองและการทหารในที่สุด
ประสบการณ์ที่เราเคยมีเมื่อไม่นานครั้ง “ใต้ร่มเย็น” สามารถนำมาปรับใช้กับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งนี้ได้อย่างไรบ้าง



