ข่าว

ปรองดองต้องเข้าใจและเข้าถึงรากหญ้า

ปรองดองต้องเข้าใจและเข้าถึงรากหญ้า

19 ก.ค. 2553

เวทีราชดำเนินเสวนา หัวข้อเรื่อง "จุดเปลี่ยนชนบท จุดเปลี่ยนฐานการเมือง" ซึ่งจัดโดยสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย มีความเห็นจากนักวิชาการที่เข้าร่วมค่อนข้างสอดคล้องต้องกันอยู่ประการหนึ่งคือ

ความขัดแย้งทางสังคมที่ส่งผลให้คนชนบทเข้าร่วมประท้วงกับกลุ่มคนเสื้อแดงหรือ นปช.จำนวนมาก ไม่ได้มีสาเหตุมาจากความยากจนหรือความเหลื่อมล้ำทางรายได้ หากแต่น่าจะมาจากความรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ หรือน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากชนชั้นในสังคม

นายยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในชนบทอย่างมากคือ พลังการเมืองท้องถิ่นอันถือเป็นประชาธิปไตยในระดับพื้นที่ตามลักษณะท้องถิ่นนิยม อยู่ในรูปแบบอุปถัมภ์ที่มีพลวัต และต่อรองได้ โดยพรรคการเมืองมีส่วนกำหนดนโยบายที่มีผลต่อชีวิตคนชนบทบางพื้นที่ จนเกิดขั้วของความขัดแย้งเชิงท้องถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับความขัดแย้งของพรรคการเมืองมากขึ้น ชนชั้นกลางใหม่ หรือกลุ่มคนเสื้อแดงก็คือคนยอดหญ้าซึ่งรู้สึกว่าถูกกระทำและไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการเมือง

การศึกษาของอาจารย์ท่านนี้ยังชี้ว่า สังคมชนบททุกวันนี้ได้เกิดเครือข่ายที่พ้นไปจากชุมชนแบบเก่า เช่น วิทยุชุมชน ปัญญาชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นตัวกลางเชื่อมต่อกับส่วนกลาง ซึ่งเป็นความอิสระและไม่เกี่ยวพันกับการเมือง ขณะที่การกระจายอำนาจส่งผลให้ประชาชนให้ความสำคัญต่อการเลือกตั้งมากขึ้น จนเงินที่เคยเป็นปัจจัยสำคัญกลับไม่สามารถชี้ขาดการเลือกตั้งได้อีกต่อไป

ผลการศึกษาทางวิชาการดังที่ยกมาข้างต้นนี้ชี้ให้เห็นว่า สังคมชนบทได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความคิดและความต้องการมีส่วนร่วมทางการเมืองเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสถานะอย่างที่พวกเขารู้สึก เช่น ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และความยุติธรรม การเคลื่อนไหวใดๆ ดังที่ปรากฏผ่านกลุ่มคนเสื้อแดงและ นปช.นั้น อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องความยากจนหรือความเหลื่อมล้ำทางรายได้อย่างที่หลายฝ่ายเห็นไปในทำนองนั้น เช่นนี้แล้ว แผนปฏิรูปประเทศไทย โดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่พูดถึงกันบ่อยครั้งนั้นจะต้องวิเคราะห์อย่างเปิดกว้างและลงลึก เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อดำเนินการในระยะยาวต่อไป ทั้งนี้เพื่อไม่ให้การเมือง หรือขั้วขัดแย้งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ชักจูงหรือบิดเบือน จนการปฏิรูปประเทศและแผนปรองดองไม่เกิดขึ้นจริง