
ปรองดองเกิดยาก?สุขุมพันธุ์ บริพัตร...ขอยอมเจ็บ เพื่อชาติ!
ระหว่างที่ "คณะปฏิรูปประเทศไทย" เดินหน้าทำงานตามหน้าที่หลังจากมีคำสั่งแต่งตั้งเป็นทางการตาม "แผนปรองดอง" หรือโรดแม็พของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี เพื่อความสมานฉันท์ของคนในชาติ
เบื้องหลังกว่าจะเกิด "แผนปรองดอง" รัฐบาลต้องส่งตัวบุคคลไปเจรจากับคู่ขัดแย้งโดยเฉพาะ "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) หรือคนเสื้อแดงหลายรอบ
เป็นการเจรจาร่วมกับแกนนำเสื้อแดง "วีระ มุสิกพงศ์, จตุพร พรหมพันธุ์ และ เหวง โตจิราการ" ผ่านทางหน้าจอทีวี แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ แม้ว่าเดิมท่าที "แกนนำ นปช." จะรับเงื่อนไขของ "รัฐบาล" แต่เสียงโทรศัพท์ที่ "สั่งตรงจากต่างประเทศ" ในนาทีสุดท้าย ทำให้เงื่อนไขปรองดองนี้ ถูก "ล้มโต๊ะ" ไปโดยปริยาย
ส่วนข่าวรัฐบาลส่งตัวแทนไป "เจรจา" ในทางลับที่ถึงตัว "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี มากที่สุด คือการส่ง "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร" ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บินไปพูดคุยกับ "ทักษิณ" ที่ประเทศบรูไน เมื่อวันที่ 19 เมษายน หลังเกิดเหตุปะทะรุนแรงจากการ "ขอคืนพื้นที่" เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553
ครั้งนั้นแม้ "สุขุมพันธุ์" จะได้รับมอบหมายจาก "อภิสิทธิ์" โดยตรง แต่เขามีหน้าที่เพียงแค่ "ไปรษณีย์ส่งสาร" เดินทางไป "รับฟัง" เงื่อนไขจาก "ทักษิณ" ส่วนอำนาจการตัดสินใจ จะอยู่ที่ "นายกฯ อภิสิทธิ์" เท่านั้น
ดูเหมือนว่า เงื่อนไขของ "ทักษิณ" ณ วัน เวลา นั้น มีเพียงประการเดียวคือ กลับบ้านโดยไม่ถูกจำคุก!
และที่สำคัญ แกนนำคนเสื้อแดงที่ได้รับมอบอำนาจเต็มจาก "ทักษิณ" คือ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ไม่ใช่พี่น้องตระกูลชินวัตร หรือ "วีระ มุสิกพงศ์"
ว่ากันว่า ใจของ "ทักษิณ" ในตอนนั้นร้อนรุ่มจนถึงขนาดจะต่อสายตรงเพื่อ "เคลียร์" กับ "อภิสิทธิ์" เลยทันที แต่ก็ติด "ปัญหาในเชิงเทคนิค" จนทำให้อดีตนายกฯ ไม่สามารถเซย์ฮัลโหลโดยตรงกับนายกฯ คนปัจจุบัน
การเจรจาของทั้งสองฝ่ายมีอยู่ตลอดเวลาแม้กระทั่งก่อนเหตุการณ์กระชับพื้นที่เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ก็ยังเปิดช่องการหารือ แต่เมื่อต่างฝ่ายเห็นว่าตัวเองได้เปรียบ จึงปิดรับเงื่อนไข
สุดท้ายปรากฏการณ์ที่ "คนไทย" ไม่อยากเห็นก็อุบัติขึ้น..."เผาบ้าน ป่วนเมือง" จนมีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก
"สงคราม" จบแต่ "ความขัดแย้ง" ของคนที่มีความเห็นต่างกันยังคงอยู่และกลายเป็นวิกฤติทางการเมืองส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ "รัฐบาล" จึงประกาศ "แผนปรองดองแห่งชาติ" เพื่อเป็นทางออกและแก้ไขวิกฤติของชาติบ้านเมือง
"สุขุมพันธุ์" คุณชายแห่งวังสวนผักกาด ในฐานะอดีต รมช.ต่างประเทศ และอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้มุมมองต่อแผนปรองดองเพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศอย่างน่าสนใจว่า "รัฐบาลชุดนี้จะสร้างความปรองดองได้ยาก เพราะเป็นคู่กรณีกับปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น"
ทัศนะของ "สุขุมพันธุ์" เห็นว่า รัฐบาลจะสร้างความปรองดองได้ทำได้สองกรณีเท่านั้น คือเจรจาต่อรองกับฝ่ายตรงข้าม เพื่อหาข้อตกลงหรือข้อยุติจนอีกฝ่ายพอใจ หรืออีกวิธีคือการบังคับให้อีกฝ่ายยอมรับเหมือนกับผู้ชนะสงคราม
"ผมคิดว่ารัฐบาลสร้างความปรองดองยาก ไม่ได้หมายความว่าเจตนาไม่ดี แต่เราต้องมองภาพกว้าง นายกฯ มีเจตนาดีหลีกเลี่ยงความรุนแรง ความจริงใจผมเชื่อ แต่เมื่อเราเป็นคู่กรณีจะทำตัวเป็นรัฐบาลที่ปกป้องทุกคนไม่ได้ ขณะนี้รัฐบาลนี้ทำได้อย่างเดียวคือประคับประคองสถานการณ์ให้นิ่งมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และสร้างหลักประกันการเลือกตั้งครั้งหน้าสันติและเรียบร้อยมากที่สุดเท่าที่ทำได้แค่นี้ก็เก่งแล้ว อย่ามาหวังสร้างความปรองดองหมดทุกคนทำไม่ได้" สุขุมพันธุ์กล่าว
ส่วนคณะกรรมการแต่ละชุดที่มีชื่อเสียงในสังคม เช่น อานันท์ ปันยารชุน, ประเวศ วะสี, คณิต ณ นคร จะมีส่วนช่วยให้เกิดความปรองดองหรือไม่นั้น "สุขุมพันธุ์" บอกอย่างหนักใจว่า จากคำให้สัมภาษณ์ของคุณอานันท์ ที่กล่าวว่าต้องแยกกันระหว่างการปฏิรูปประเทศไทยกับการปรองดอง คุณอานันท์มีหน้าที่ปฏิรูปประเทศไทย ส่วนข้อเสนอรัฐบาลจะนำไปทำอะไรก็อีกเรื่อง จะสร้างความปรองดองจากเรื่องนี้ได้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง
ขณะเดียวกัน "สุขุมพันธุ์" ยอมรับว่า อาจมีบางคนหรือกลุ่มอำนาจใหม่ไม่ต้องการให้ปัญหาของทั้งสองฝ่ายจบ เพราะมีเรื่องผลประโยชน์ที่แอบซ่อนอยู่
สำหรับเรื่องที่ "พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ" ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย เสนอแนวคิดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ "สุขุมพันธุ์" บอกว่า ประเด็นนี้มีหลายคนไม่เข้าใจความหมายของคำว่ารัฐบาลแห่งชาติ พร้อมกับยกตัวอย่าง ประเทศอังกฤษ ที่เกิดภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจ มีรัฐบาลแห่งชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่า มีคนกลางเป็นนายกรัฐมนตรี แต่มีหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี แต่นำพรรคการเมืองอื่นมาร่วมเป็นคณะรัฐมนตรี ขณะที่ในความหมายของการเมืองไทยคือนำคนกลางมาเป็นนายกรัฐมนตรี
ในทางกลับกัน "สุขุมพันธุ์" เสนอว่า "ควรให้พรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค คือประชาธิปัตย์ กับเพื่อไทย ตั้งรัฐบาลร่วมกัน ประมาณ 2 ปี แล้วยุบสภา เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้อารมณ์คนลดความรุนแรงลง ให้อีกฝ่ายที่มาร่วมรัฐบาลเห็นว่าพอมาเป็นรัฐบาลแล้วได้รับความเป็นธรรม"
อย่างไรก็ตามการที่ "พรรคประชาธิปัตย์" ไปร่วมตั้งรัฐบาลกับ "พรรคเพื่อไทย" อาจทำให้บรรดาผู้สนับสนุนหรือกองเชียร์ไม่พอใจ "สุขุมพันธุ์" ตอบด้วยน้ำเสียงแข็งขันว่า ถ้าต้องเอาใจทุกคนทุกฝ่ายตลอดเวลาก็ไม่มีอะไรคืบหน้า ภาวะผู้นำคือการนำ การแซงหน้าคนอื่น หรือนำพาคนอื่นให้ทำตามที่เราต้องการได้ ไม่ใช่ดูเพียงว่าคนโน้นคนนี้คิดอย่างไรแล้วค่อยทำ
แม้ว่าข้อเสนอนี้เป็นแนวทางที่ดี แต่ "สุขุมพันธุ์" ไม่มั่นใจว่า ถ้าเสนอกับนายกฯ อภิสิทธิ์แล้วจะได้รับการพิจารณา
ความเคลื่อนไหวทางการเมือง ก่อนหน้านี้ทั้ง "พรรคประชาธิปัตย์" และ "พรรคเพื่อไทย" เหมือนจะเห็นด้วยกับแนวคิด "รัฐบาลแห่งชาติ" แต่ "พรรคเพื่อไทย" ติดตรงที่ว่า นายกรัฐมนตรีจะต้องไม่ใช่ "อภิสิทธิ์" และยอมรับได้ถ้าให้ "ชวน หลีกภัย" ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
ในเรื่องนี้ "สุขุมพันธุ์" ไม่แน่ใจว่าจะเป็นไปได้หรือไม่...
ทว่า "คุณชายแห่งวังสวนผักกาด" ก็ตั้งคำถามกลับว่า "แล้วมันเสียหายตรงไหน ถ้าเดิมพันคือ ประเทศชาติ แต่ต้องถามว่าคุณชวนอยากขึ้นมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีในขณะนี้หรือไม่"
นอกจากรัฐบาลต้องประคับประคองสถานการณ์การเมืองให้นิ่งแล้ว "สุขุมพันธุ์" เห็นว่า ควรสร้างเงื่อนไขว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะสงบ และตั้งเป้าว่าการปรองดองจะต้องเป็นไปตามเส้นทางที่รัฐบาลกำหนด
"ถ้าตั้งเป้าว่าการปรองดองที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ถ้ามีการเลือกตั้งอีกครั้ง แต่การเลือกตั้งอีกครั้งไม่ได้หมายความว่าจะเกิดการปรองดองโดยอัตโนมัติ แต่การเลือกตั้งเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางที่อาจนำไปสู่การปรองดอง ถ้าเอาเลือกตั้งเป็นตัวนำจะทำให้ทุกคนสบายใจขึ้น และเชื่อว่าคนเสื้อแดงมีความหลากหลายไม่ใช่ต้องการความรุนแรงทุกคน" อีกมุมมองหนึ่งของสุขุมพันธุ์
ส่วนความเป็นไปได้ที่จะให้ "สุขุมพันธุ์" เป็นคนกลางเสนอแนวความคิดให้ 2 พรรคใหญ่จับมือตั้งรัฐบาล 2 ปี เพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศ ประเด็นนี้ "สุขุมพันธุ์" ถึงกับรีบออกตัวว่า ถ้าพรรคมอบหมายทำได้ แต่ถ้าทำเองอาจถูกกล่าวหาว่าอยากเป็นโน้นเป็นนี้ "ผมยังสนุกกับงาน กทม. ยังเหลือเวลาเป็นผู้ว่าฯ กทม.อีก 2 ปี 6 เดือน"
"เอาเป็นว่า ผมพร้อมจะทำ ยอมเจ็บตัว เปลืองตัว แต่จะต้องได้รับมอบหมายจากพรรคก่อนน่ะ" คุณชายแห่งวังสวนผักกาดกล่าวทิ้งท้าย



