
"ความน้อยใจ-ถูกหยาม"เหตุคนชนบทร่วมนปช.
วงเสวนา "จุดเปลี่ยนชนบท จุดเปลี่ยนฐานการเมือง" ชี้เหตุคนชนบทเข้าร่วมนปช. เพราะความน้อยใจ ถูกหยาม และความรู้น้อย พร้อมยังชี้กระบวนการปฎิรูปประเทศจะไม่ทำให้เกิดความปรองดอง แนะรบ.จะต้องลงไปทำเอง
(18 ก.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จัดราชดำเนินเสวนา เรื่อง “จุดเปลี่ยนชนบท จุดเปลี่ยนฐานการเมือง” โดยนายวิลาส สุวี รองผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงไปของสังคมไทยในชนบท ช่วง 2 ทศวรรษ ว่า ตั้งแต่ปี 2533 ประชากรในชนบทมีจำนวนประชากรเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว และผู้หญิงเริ่มมีบทบาทการเป็นผู้นำครัวเรือนมากขึ้น ขณะที่รายได้ของประชาชนในชนบท กับชุมชนเมือง ยังมีความแตกต่างกันมาก เมื่อเทียบกับหนี้สินระหว่างคนเมืองและคนชนบทใกล้เคียงกัน จึงทำให้ประชาชนในชนบท ยังมีความยากจนสูงกว่าคนเมือง นอกจากนี้ โอกาสของคนชนบท ที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการเรียนรู้ในด้านต่างๆยังมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศเวียดนาม อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามความรู้สึกของประชาชนในชนบท ยังรู้สึกว่า มีความยากจน เนื่องจากไม่มีทุนในการประกอบอาชีพ รวมถึงโอกาสที่จะได้รับ แต่ทั้งนี้สังคมชนบท กลับมีความวุ่นวาย และความเห็นไม่ตรงกัน น้อยกว่าสังคมเมือง จึงอาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงฐานการเมืองได้
“ผลสำรวจความเดือดร้อนของประชากร ระหว่างวันที่ 18-24 มิ.ย.53 ที่ผ่านมา ทั่วประเทศ พบว่า 14.5% คิดว่า เป็นคนจน ซึ่งสาเหตุของความจนนั้น นอกเขตเทศบาล คิดว่า คือ ไม่มีทุนการประกอบอาชีพ และในกรุงเทพมหานคร คิดว่า ขาดโอกาส การเรียนน้อย เกิดมาจน ขี้เกียจไม่ขวนขวาย ตามลำดับ”
นายวิลาส กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น ผลการสำรวจรายได้รายจ่าย พบว่า มีความห่างกันมากขึ้น ระหว่างชุมชนเมือง กับชุมชนชนบท เนื่องจากโครงสร้างชนบทอยู่ในภาคเกษตร แต่จุดเด่นของสังคมเมือง คือ การบริการ ซึ่งจากสถานการณ์ความไม่สงบในบ้านเมืองเมื่อเร็วๆ นี้ คนในเมือง มองว่า ความขัดแย้งทางเมืองเป็นปัญหา 72% ในขณะที่คนชนบทคิดเป็นปัญหาเพียง 58%
ด้านผศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยผลวิจัย ว่า ประชาชนที่มาร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. เป็นประชาชนในชนบทที่เป็นเกษตรกร และแรงงานนอกระบบ ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะเป็นข้าราชการ และธุรกิจส่วนตัว ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งเรื่องรายได้ การศึกษา และชีวิตความเป็นอยู่ ทำให้นโยบายประชานิยมที่เกิดขึ้นสมัยพรรคไทยรักไทยที่รับการสนับสนุนจากคนชนบทมากกว่า เนื่องจากโครงสร้างรายได้ที่ผันผวนไม่แน่นอนเหมือนกับสังคมเมืองและอยู่นอกระบบประกันสังคม นโยบายประชานิยมจึงสอดคล้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนชนบท ทำให้สามารถจัดการชีวิตให้มีความมั่นคงมากขึ้นได้ ทั้งนี้
ผศ.ดร.อภิชาติ กล่าวว่า จากผลวิจัยที่ได้สำรวจในเบื้องต้น เรื่อง ใครคือเสื้อเหลืองเสื้อแดง พบว่า ในด้านอาชีพ เสื้อแดง มีแนวโน้มเป็นเกษตรกร แรงงาน รับจ้างนอกระบบ ส่วนคนเสื้อเหลือง มีอาชีพ รับราชการ รัฐวิสาหกิจ ค้าขาย ส่วนการศึกษา คนเสื้อเหลืองจะสูงกว่าคนเสื้อแดง อยู่ในระดับอนุปริญญาตรีขึ้นไป และสำหรับรายได้ คนเสื้อเหลือง มีรายได้สูงกว่า แต่หากเทียบเส้นความยากจน ตามสำนักงานสถิติแห่งชาติ ไม่จัดว่าไม่มีคนกลุ่มใดเป็นคนจน แต่มีเพียงเศรษฐกิจต่างกันเท่านั้น
“สิ่งที่น่าสนใจ คือ คนเสื้อแดง คิดว่า มีรายได้น้อยเพียง 18% แต่คนเสื้อเหลือง บอกว่า ยากจนถึง 23% ถือเป็นความเหลื่อมล้ำรุนแรงที่คนเสื้อเหลืองรู้สึกว่าห่างมากจนรับไม่ได้ มากกว่าเสื้อแดง ที่บอกว่า ห่างมากแต่พอรับได้”
ผศ.ดร.อภิชาติ กล่าวต่อว่า คนเสื้อแดงได้ประโยชน์จากประชานิยมอย่างชัดเจน จากโครงการ 30 บาท และกองทุนหมู่บ้าน เพราะอยู่นอกระบบประกันสังคม รายได้ผันผวนตามราคาพืชผล ไม่มีความมั่นคงทางด้านรายได้ โครงการต่างๆ จึงสอดคล้องกับความต้องการ กลุ่มคนเหล่านี้จึงตอบรับนโยบายของพรรคไทยรักไทย ส่วนสาเหตุการประท้วง คือ ต่อต้านการเมืองจากการแทรกแซงจากทหาร ปัญหาสองมาตรฐานและความยุติธรรม การที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โดยที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจน ไม่มีคนใดเลือกเป็นเหตุผลจากการต่อสู้
เมื่อถามถึงทัศนคติทางการเมืองของกลุ่มนปช.ที่ออกมาประท้วง ไม่พบว่าความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนเป็นสาเหตุในการประท้วง อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1.ความยากจนและความเหลื่อมล้ำเชิงภาวะวิสัยไม่ได้เป็นสาเหตุของความขับข้องใจของคนเสื้อแดง เนื่องจากคนเหล่านี้ไม่ใช่คนจนในแง่รายได้ 2.ความเหลื่อมล้ำและความยากจนเชิงภาวะวิสัยไม่ได้เป็นที่มาของความขับข้องใจของคนเสื้อแดง แต่ยอมรับว่าเรื่องของความขับข้องใจยังมีอยู่ในกลุ่มคนเหล่านี้ 3.ฐานะทางเศรษฐกิจของกลุ่มคนเลื้อแดงต่ำกว่ากลุ่มคนเสื้อเหลือง คนเสื้อแดงจึงได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากนโยบายประชานิยมมากกว่าคนเสื้อเหลือง 4.การปฏิรูปประเทศถ้าเน้นเฉพาะความไม่เป็นธรรมเรื่องการกระจายรายได้อย่างเดียว อาจไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหา คนเสื้อแดงมีความขับข้องใจทางการเมือง เชียงใหม่ อุบล ยอมรับว่ารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ถูกดูหมิ่นเยียดหยาม เพราะความรู้น้อย สังคมยังมีการแบ่งชนชั้น รู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรม จึงต้องเข้ามาประท้วงเพื่อขอสิทธิคืน
ผศ.ดร.อภิชาติ กล่าวด้วยว่า ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนของชนบท แต่เป็นเพราะ วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดกระแสโลกาภิวัตน์ ครัวเรือนเปิดกว้าง ร่วมสมัย และผลจากการเมือง โครงสร้างการเมืองเปลี่ยนไปที่คอร์รัปชั่นอย่างมหาศาล และการเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนแนวประชานิยมที่ไม่มุ่งสร้างเงื่อนไขการ สร้างสังคมสวัสดิการอย่างถาวรทำให้เกิดการผลิตซ้ำของระบบอุปถัมภ์ใหม่
“ขณะนี้ชาวนากำลังออกจากอาชีพดั้งเดิม เป็นปัญหาที่ต้องรอให้จัดการสะสาง สร้างทัศนคติขึ้นใหม่ จากที่ชนบท ถูกกดทับจากพาณิชย์ จากนักการเมืองท้องถิ่นที่ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไข สร้างเกิดความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพได้ยาก”
ขณะที่นายยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ชุมชนท้องถิ่นถูกระบบทุนนิยมทำลาย ทำให้เสียพลังท้องถิ่นดั่งเดิม และระบบอุปถัมภ์ที่พวงความคิดทางการเมืองที่มีการซื้อเสียง การเลือกตั้งไม่ได้สะท้อนนโยบาย เพราะเลือกบุคคลมากกว่าเลือกพรรค ชนชั้นกลางใหม่และเป็นพลเมืองที่ตื่นตัว
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เคยทำความเข้าใจกันมาถึงปี 2535 เราเห็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดชนชั้นกลางขึ้นและมีพลังนอกระบบราชการ แต่ภายหลังจากเกิดความขัดแย้งจนมาถึงปัจจุบันเราไม่สามารถเข้าใจชนชั้นกลางแบบเก่าได้อีกต่อไป เพราะตัวแบบเดิมไม่สามารถอธิบายความเปลี่ยนแปลงในช่วงหลังได้อีกต่อไป เนื่องจากเกิดคนกลุ่มใหม่ขึ้นมาคือกลุ่มชนชั้นกลางใหม่ ดังนั้น การเมืองไทยหลังปี 35 จะมีการเมืองของชนชั้นกลางเก่าซึ่งเป็นฐานของคนเสื้อเหลือง และการเมืองของชนชั้นกลางใหม่ซึ่งเป็นฐานของคนเสื้อแดงคู่ขนานกัน โดยการเมืองของชนชั้นกลางเก่าจะสัมพันธ์กับสถาบันกษัตริย์ กลุ่มอำมาตย์ และกลุ่มอิทธิพลในท้องถิ่น รวมถึงพยายามเชิดชูระบบรัฐสภา มีการเติบโตของสื่อมวลชนและการเมืองภาคประชาชน ส่วนกลุ่มชนชั้นกลางใหม่ยึดมั่นกับระบบรัฐสภา มีความผูกพันกับอิทธิพลท้องถิ่นและการเมืองท้องถิ่น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมาอย่างเป็นระบบและส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในชนบทมากๆ คือ การเกิดพลังการเมืองท้องถิ่นที่ถือว่าเป็นการเมืองระบอบประชาธิปไตยในท้องถิ่นในลักษณะของท้องถิ่นนิยม เป็นการเมืองในรูปแบบอุปถัมภ์ที่มีพลวัต และต่อรองได้ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าพรรคการเมืองมีส่วนในการกำหนดนโยบายที่มีผลต่อชีวิตคนในชนบทบางพื้นที่ และสิ่งที่เกิดขึ้นได้สร้างขั้วของความขัดแย้งเชิงท้องถิ่นขึ้น รวมทั้งสอดคล้องกับความขัดแย้งของพรรคการเมืองมากขึ้น ซึ่งปฏิเสธความคิดที่ว่านักการเมืองสามารถควบคุมคะแนนเสียงได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น ชนชั้นกลางใหม่คือคนยอดหญ้า ไม่ใช่คนจน แต่ความรู้สึกของเขาเองรู้สึกว่าเป็นคนถูกกระทำหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการเมือง
นายยุกติ กล่าวอีกว่า การเกิดเครือข่ายที่พ้นชุมชนแบบเก่า เช่น วิทยุชุมชน ปัญญาชนท้องถิ่น เป็นตัวกลางต่อยอดกับส่วนกลาง ซึ่งมีความอิสระ และไม่เกี่ยวพันกับการเมืองทำให้คนชนบทได้รับรู้ข่าวสารมากขึ้น ส่วนการกระจายอำนาจที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้การเมืองได้เปลี่ยนไปด้วย โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งของคนในชนบท ที่เงินไม่สามารถทำให้ชี้ขาดในการชนะการเลือกตั้งได้ เพราะผู้ลงคะแนนจะตัดสินใจจากเงื่อนไขทางสังคมและวัฒนธรรม สรุปได้ว่าในชนบทใหม่เห็นว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วน พลวัตทางเศรษฐกิจและการเมืองท้องถิ่นเปิดพื้นที่ต่อรองทางการเมืองให้กับคนชนบทมากขึ้น การเมืองที่ผ่านมาได้ให้โอกาสทางการเมืองแบบใหม่กับคนชนบท พรรคการเมืองใหม่ไม่สามารถดำเนินบทบาททางการเมืองในแบบนอกระบบการเมือง เนื่องจากการเมืองระบบเลือกตั้งได้สถาปนาตัวเองเป็นระบบการเมืองแบบใหม่ในท้องถิ่นไปแล้ว ซึ่งนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้กล่าวว่า ไม่เชื่อว่ามีชนบทอีกต่อไปแล้ว
ขณะที่ นางผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์คระเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับสังคมไทยโดยรวมมานานแล้ว ถ้าดูสังคมในภาพรวมในช่วง 30 - 40 ปีที่ผ่านมา รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อวันเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า และไม่ได้เปลี่ยนแปลงในเฉพาะตัวเมืองแต่เชื่อมโยงไปถึงชนบทด้วย ซึ่งนัยยะว่าคนรุ่นลูกมีฐานะที่ดีกว่าลูกพ่อ จึงมีความต้องการสินค้าสาธารณะมากขึ้น เช่น การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง โดยมีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้น แต่ระบบอุปถัมภ์ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป เพราะยังมีการเหลื่อมส้ำทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ศักดิ์ศรี ความเสมอภาค ทำให้ชนบทต้องพึงพิงอิทธิพลในท้องถิ่น
“ปรากฏการณ์ทักษิณจึงทำให้เกิดความมุ่งหวังของชาวบ้าน ว่า ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน เพราะรัฐบาลยุคนั้นได้ทำทุกอย่างที่ได้สัญญาไว้ เป็นสิ่งที่ชาวบ้านได้รับรู้ และสัมผัสได้จริง จุดประกายอะไรที่ทำให้เกิดกระบวนการขึ้น ซึ่งต่อไปการต่อสู้ของคนเสื้อแดงไม่ใช่เรื่องความยากจน แต่เป็นเรื่องของการไม่มีทางออกเมื่อผู้นำจากไป นำไปสู่ความต้องการกลับไปสู่การเมืองก่อนปี 2516”
นอกจากนี้ ในวงเสวนา ยังได้หารือถึงแนวทางการปฏิรูปประเทศไทย โดยนายอภิชาต ทองอยู่ ประธานมูลนิธิสวัสดีไทย กล่าวว่า การตั้งคณะกรรมการปฏิรูปไม่เชื่อว่าจะทำให้เกิดความปรองดองหรือปฏิรูปประเทศไทยได้ ในที่สุดเมื่อครบ 3 ปีก็จะตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาทำงานต่อ และมีแต่กลุ่มคนใกล้ชิดและกลุ่มคนจัดตั้งที่ได้ประโยชน์ ขณะที่ประเทศชาติไม่ได้ประโยชน์อะไร ดังนั้นการปฏิรูปรัฐบาลต้องลงไปทำเอง
นางผาสุก ยังกล่าวถึงคณะกรรมการปฎิรูปฯ ที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาทั้งสองคณะว่า สิ่งที่ยังไม่เห็นจากคณะกรรมการฯ ทั้ง 2 ชุด คือ การปรับเปลี่ยนบทบาทของกระบวนการยุติธรรมและบทบาทของกองทัพที่มีต่อกระบวนการประชาธิปไตย เพราะขณะนี้มีการชัดเจนว่ากองทัพยังมีบทบาทค่อนข้างสูงในการแทรกแซงทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งกลุ่มชนชั้นนำของไทย นักวิชาการ นักธุรกิจ นักการเมืองบางส่วนยังพอใจที่จะดึงกองทัพเข้ามาเล่นการเมือง ทำให้ไม่เป็นผลดีต่อระบบประชาธิปไตยของประเทศ



