
มาร์คยันจุดยืนปฎิรูปสื่อไม่แทรกแซง
"นายกฯ"ยันจุดยืนรบ.ปฎิรูปสื่อ ไม่ได้เจตนาเข้าแทรกแซง ชี้ข้อเรียกร้องผู้บริหารสองค่ายยักษ์ต้องการให้รบ.ช่วยสร้างความเข้มแข็งองค์กรสื่อ เผยเตรียมยกเครื่องกม.ใหม่คุมสื่อ"อินเตอร์เน็ต-ทีวี" ยัน"ไทย"ยังไม่เสียดินแดนให้"เขมร"ในการแก้ปัญหาเขาพระวิหาร ชี้จุดยืนร
(18ก.ค.) ายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศกับนายกฯอภิสิทธิ์" กล่าวถึงการปฎิรูปสื่อสารมวลชน ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาตนได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมเยือนค่ายสื่อสารมวลชนสองค่ายใหญ่ ซึ่งในโอกาสต่อไปตนจะหาโอกาสเดินทางไปพบสื่อในค่ายต่างๆ อย่างไรก็ตามการปฎิรูปสื่อนั้น การที่จะให้รัฐบาลเข้าไปกำกับดูแลเหมือนกับปฎิรูปในด้านอื่นๆ นั้นคงจะไม่สมควร ดังนั้นการจะดำเนินการปฎิรูปสื่อฯนั้นคงจะต้องใช้รูปของคณะกรรมการดำเนินการเฉพาะ เนื่องจากหลักการปฎิรูปสื่อฯนั้น รัฐบลมีความต้องการที่จะดำเนินการอย่างไรที่สื่อสารมวลชนมีเสรีภาพ แต่การใช้เสรีภาพดังกล่าวจะต้องเป็นไปอย่างสร้างสรร โดยสิ่งที่รัฐบางมีความต้องการ คือ การที่จะทำให้สื่อสารถที่จะกำกับดูแลตัวเองให้มากที่สุด ที่ผ่านมานั้นได้มีการจัดสัมมนาในส่วนขององค์กรวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในส่วนของภาครัฐจะมีนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รวมทั้งจะมีคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่จะเข้ามาช่วยในการประสานอีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีหลายฝ่ายเกิดความเป็นห่วงว่ารัฐบาลจะเข้าแทรกแซงสื่อฯหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า จากพบปะกับทางผู้บริหารสื่อในสองค่าย ตนได้รับประโยชน์ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะสิ่งที่ทางสื่อมีความต้องการให้รัฐบาล การส่งเสริมความเข้มแข็งกับสื่อ ซึ่งในส่วนทางสื่อหนังสือพิมพ์นั้นไม่ค่อยมีปัญหา จะมีปัญหา คือ สื่อที่เกิดขึ้นในหลายแขนงในเวลานี้ เช่น ทีวี และอินเตอร์เน็ต ซึ่งคนที่ดูแลจะต้องมีความเข้มแข็ง ดังนั้นคงจะต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องส่งเสริมให้เกิดความเข้มในส่วนนี้ แต่ยืนยันว่ารัฐบางจะไม่เข้าไปดูแลในเรื่องนี้เอง แต่อาจจะให้สสส. หรือองค์กรที่มีระยะห่างไปเข้ารับผิดชอบ อย่างไรก็ตามในส่วนของภาคประชาชน ตนถือว่าเป็นองค์กรหนึ่งที่จะสามารถเข้ามาดูแลควบคุมการทำงานของสื่อได้
"อย่างไรก็ตาม ในสื่อฯบางประเภทจะต้องเข้าไปหาแนวทางในการทำงานให้เกิดความพอดีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสื่ออินเตอร์เน็ต ซึ่งในบางครั้งมีการ้องร้องเรียนว่ามีการนำเสนอข้อมูลที่ไม่เหมาะสม ซึ่งผมก็ยอมรับว่าในบางครั้งการดำเนินการเข้าไปดูแลของเจ้าหน้าที่หนักเกินไป เช่น มีการแสดงความคิดเห็นที่รุนแรงมากเกินไป ดังนั้นปัญหาเช่นนี้รัฐบาลจะต้องมาหาแนวแก้ไขปัญหาด้วยความพอดี ซึ่งอาจจะต้องมีการนำกฎหมายหลายฉบับเข้ามาพิจารณาปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร , กฎหมายเกี่ยวกับการหมิ่นประมาท หรือการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เพื่อให้การทำงานของสื่อสารมวลชนสามารถทำงานได้อย่างเข้มแข็ง รวมทั้งสื่อของรัฐเองก็จำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง โดยในขณะนี้รมต.ที่ดูแลกำลังดำเนินการปรับปรุงเพื่อเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านสามารถแสดงความคิดผ่านสื่อของรัฐได้ " นายกฯ กล่าว
ยันไทยยังไม่เสียดินแดนให้เขมรในการแก้ปัญหาเขาพระวิหาร
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงปัญหาเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ว่า ในสัปดาห์ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และองค์กรต่างๆ ได้เข้ามาพบตนเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงและได้ให้เสนอแนะ และแนวคิดต่างๆเกี่ยวปัญหาชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา อย่างไรก็ตามตนของยืนยันว่าแนวการดำเนินการของรัฐบาลชุดปัจจุบันยังคงที่ยืดถือเรื่องสนธิสัญญา คือ การกำหนดแนวสันปันน้ำ คือ เส้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ยกเว้นกรณีของตัวปราสาทพระวิหาร ซึ่งมีคำวินิจฉัยของศาลโลกไปแล้ว ซึ่งทางฝ่ายไทยเราก็เคารพคำตัดสินของศาลโลก แม้ว่าจะมีการแถลงสงวนสิทธิ์เอาไว้ก็ตาม สำหรับที่หลายฝ่ายมีความห่วงใยกันมากกลัวว่ารัฐบาลจะไปยอมรับแผนที่ที่ทางฝ่ายประเทศกัมพูชานำไปใช้ในการฟ้องร้องในคดีนั้นมากำหนดเส้นเขตแดนนั้น ตนยืนยันว่าหน่วยงานทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ไม่มีการยอมรับแผนที่ดังกล่าว
การดำเนินการในเรื่องเส้นเขตแดนที่เรามีข้อตกลงในปีพ.ศ. 2543 นั้น เพื่อจะได้ข้อยุติในเรื่องนี้ ก็เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการปัญหาการปะทะ หรือการสู้รบกัน แต่ในขณะเดียวกันฝ่ายไทยยังคงยึดถือแนวสันปันน้ำอย่าชัดเจน ส่วนปัญหาเรื่องแผนที่ที่จะใช้ได้หรือไม่นั้นจะต้องมาทาบดูกับพื้นที่ตามสภาพความเป็นจริง ซึ่งฝ่ายไทยเรามีความมั่นใจว่าเมื่อนำมาทาบกับแนวสันปันน้ำแล้ว ความเข้าใจของฝ่ายเราน่าจะมีความถูกต้องว่าเส้นขีดแดนอยู่ที่ไหน และคงจะไม่ต้องเป็นห่วงว่าเราจะสูญเสียดินแดน ในขณะเดียวกันพื้นที่ที่มีความทับซ้อนกันอยู่ว่าฝ่ายก็บอกว่าเป็นของเรา ฝ่ายเขาก็บอกว่าเป็นของเขานั้น ซึ่งจะต้องบอกว่ามีทั้งสองฝ่ายมีความปะปนกันอยู่ แต่ด้วยข้อตกลงในปี 2543 นั้น ก็ทำให้ไปกระทบกระเทือนกับเรื่องสิทธิ อีกทั้งการดำเนินการในเรื่องนี้จะต้องผ่านกระบวนการของรัฐสภา เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญของเรา
"ดังนั้นผมจึงอยากจะชี้แจงว่า เมื่อเสวลาที่มีการรรุกล้ำของประชาชนฝ่ายกัมพูชานั้น ทางกระทรวงการต่างประเทศจะทำหนังสือประท้วง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จะดำเนินการแสดงสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อบอกว่าเรามีอธิปไตยเหนือบนที่ดังกล่าว เรื่องนี้เป็นแนวทางที่เราดำเนินการกันมาตลอด แม้ว่าจะมีการกระทบกระทั่งกันในบางครั้ง แต่โดยรวมแล้วทั้งสองฝ่ายได้พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะ แต่จะใช้กระบวนการตามข้อตกลงเมื่อปี พ.ศ. 2543 ผ่านกระบวนการรัฐสภาของเรา " นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนที่ยังไม่มีข้อยุติในเรื่องนี้นั้น ตนขอชี้แจงว่าก็เป็นเหตุผลหนึ่ง ซึ่งเราจะใช้ในช่วงที่ทางกัมพูชากำลังเดินหน้าในการบริหารจดทะเบียนมรดกโลกในส่วนของปราสาทพระวิหาร ซึ่งกำลังจะมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศบราซิลในช่วงปลายเดือนนี้ โดยรัฐบาลไทยได้มอบให้นายสุวิทย์ คุณกิติ รมว.ทรัยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหัวหน้าคณะของฝ่ายไทยที่จะเข้าไปแสดงจุดยืนของฝ่ายไทยในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่จะมีขึ้นในครั้งนี้ อย่างไรก็ตามฝ่ายไทยได้มีการดำเนินการโน้มน้าวให้หลายประเทศให้เห็นว่า ปัญหาเรื่องนี้ตราบใดยังไม่มีการดำเนินการเรื่องเขตแดนให้เรียบร้อยก็ไม่สมควรที่จะมีการอนุมัติในการบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหารไปให้ฝ่ายประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะยังจนถึงเวลานี้ก็ยังไม่ปรากฎว่าฝ่ายกัมพูชาเองได้ยื่นแผนหรือเอกสารที่ครบถ้วนในการที่จะเข้าบริหารพื้นที่ดังกล่าวเป็นไปลักษณะมรดกโลก
"ปัญหาเรื่องนี้มีมุมมอง และข้อคิดเห็นในทางกฎหมายที่แตกต่างกัน แต่ขอบยืนยันว่ารัฐบาล และผมพร้อมรับฟังทุกความเห็น และพร้อมจะเชิญทุกฝ่ายที่จะเข้าร่วมกันแก้ปัญหา แต่ขอให้มั่นใจและสบายใจได้ว่ารัฐบาลนี้ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรในการที่ทำให้ประเทศไทยประโยชน์ถึงขั้นจะต้องเสียดินแดนโดยเด็ดขาด ซึ่งการทำงานของรัฐบาลจะยึดถือผลประโยชน์?ของประเทศชาติ และจะทำทุกวิถีทางด้วยความเข้มแข็ง แต่ในขณณะเดียวกันก็จะพยายามหลีกเลี่ยงปัญหาความรุนแรง และกระทบกระทั่งในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
"นิพิฏฐ์"เผย"ปชป"ไม่ปัญญาจ้างทนายฝีมือดีมาทำคดียุบพรรค
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการทำคดียุบพรรค ปชป.ว่า มีปัญหาเรื่องไม่มีงบประมาณในการจ้างทนายความฝีมือดีจากข้างนอกมาช่วย โดยคราวนี้กลับมีแค่นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ จากสำนักงานทนายความเสนีย์เท่านั้นที่มาช่วยทำคดี ขณะที่ก่อนหน้านี้ในคดีที่พรรคถูกร้องว่า ใส่ร้ายพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ว่าจ้างคนลงสมัครรับเลือกตั้งและศาลรัฐธรรมนูญได้ยกคำร้องนั้น มีทนายความฝีมือดีจากสำนักงานทนายความเสนีย์ ปราโมช และคนึง ฤาไชย มาช่วยทำคดี
"ในการคดียุบพรรค ผมได้ทำมาตั้งแต่ต้น ทำให้รู้หมดเกี่ยวกับตัวละครแต่ละตัว และรู้ว่าเชื่อมต่อกันอย่างไร รวมทั้งเบื้องหลังของตัวละครด้วย และการเขียนสำนวนชี้แจง ตนเป็นคนเขียนเอง แต่พอมาเป็นรัฐมนตรี ไม่ค่อยมีเวลาไปประชุม ทำให้ต่อไม่ค่อยติด ตอนนี้เวลาไปประชุมคดี ไม่กล้าแสดงความเห็นเพราะถ้าพูดผิด แล้วคนอื่นในทีมงานเอาตามที่พูด จะผิดกันหมด ดังนั้น ต้องใช้คนเก่า ทั้งนี้ ผมจะทำคดีต่อไปเพราะคดีเดินมามากแล้ว และถ้าเอาคนใหม่เข้ามาไม่สามารถจับคดีได้ทัน " นายนิพิฏฐ์ กล่าว



