
จะล็อกยาวไปทำไม
ในที่สุด คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย ในการประชุมเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ก็มีมติขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จากระดับ 1.25% มาอยู่ที่ 1.50% เป็นการขยับขึ้นครั้งแรกหลังจากที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว
ถ้าจะว่ากันจริงๆ อาจจะเรียกได้ว่า เป็นการปรับเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่คาด เพราะกะเก็งกันไว้ว่า แบงก์ชาติจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไปช่วงปลายเดือนสิงหาคม แต่พลันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้สัมภาษณ์ข้ามประเทศ ก่อนหน้าการประชุม กนง. แค่ 1-2 วัน ว่าแบงก์ชาติจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้เป็นแน่แท้ ก็ทำให้วงการตลาดเงินเปลี่ยนใจ ให้น้ำหนักกับคำพูดของ รมว.คลัง และสุดท้ายก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
ที่ตามมาติดๆ คือ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อย่างน้อย 2 แห่ง นั่นคือ ธนาคารไทยพาณิชย์ที่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภท 0.10-0.55% ต่อปี ขณะที่ธนาคารกรุงไทย ปรับขึ้นทั้งฝากและกู้ โดยปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 0.25-0.35% ต่อปี พร้อมๆ กับขึ้นเงินกู้ 0.125-0.15% ต่อปี และคาดว่าจะมีอีกหลายๆ ธนาคารที่จะทยอยปรับขึ้นตามมา
ประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ การขยับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะมีผลทันที หากว่าลูกหนี้แบงก์ไม่ได้ทำสัญญาแบบอัตราดอกเบี้ยคงที่ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากนั้น หากเป็นเงินฝากประจำที่ครบกำหนด ลูกค้าก็จะต้องรับดอกเบี้ยเท่าเดิมไปก่อน อย่าไปคิดว่าแบงก์เอาเปรียบ เพราะเป็นกติกาที่ยอมรับทั่วไป
ที่น่าสังเกตอยู่ตรงที่การขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเน้นเงินฝากระยะยาวมากกว่าระยะสั้น อย่างเช่นกรณีของธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน เพียงแค่ 0.10% เงินฝากประจำ 6 เดือน ปรับขึ้น 0.25% ขณะที่เงินฝากประจำ 12 เดือน ปรับขึ้น 0.35-0.55% ตามวงเงิน โดยเงินฝากน้อยกว่า 5 ล้านบาท เป็น 1% และเงินฝากตั้งแต่ 5 ล้านบาท เป็น 1.20%
เหมือนกับแบงก์อยากล็อกเงินฝากระยะยาว ด้วยการจูงใจให้ดอกเบี้ยที่มากขึ้น คำถามคือ แล้วควรจะล็อกเงินฝากยาวหรือไม่ ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับการประเมินทิศทางดอกเบี้ยว่าจะเป็นอย่างไร
ถ้าเชื่อว่า ดอกเบี้ยจะขึ้นอีก จะรีบร้อนล็อกไปไย แต่หากเชื่อว่า ขึ้นไม่ได้ จะล็อกเพื่อกำหนดผลตอบแทนที่แน่นอนของตัวเองก็อยู่ในวิสัย
ลองประเมินจากความเห็นของคนที่อยู่แวดวงก่อนตัดสินใจ “แช่เย็น” เงินฝากของตัวเองดีมั้ยคะ
เริ่มต้นที่ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ว่าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งแสดงความเห็นก่อนการประชุมของ กนง.ว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายมีโอกาสที่จะปรับขึ้นได้ถึงระดับ 2.00% หรือเพิ่มได้อีก 0.75% จาก 1.25% เท่ากับว่า การประชุมที่เหลือ 4 ครั้งของปีนี้ ต้องมีการขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้ง และการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกได้ผ่านไปแล้ว นั่นหมายความว่า หากเป็นเช่นนั้นจริง การประชุม กนง.ใน 3 ครั้งที่เหลือ ควรจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25%
หลังจากการประชุม กนง. เมื่อกลางสัปดาห์ผ่านพ้นไปพร้อมกับการปรับดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ดร.ประสาร ได้ออกมาประเมินอีกครั้งว่า อัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 0.50% มีโอกาสปรับสูงขึ้น หากส่วนต่างกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำเพิ่มขึ้น และมีการแข่งขันระดมเงินฝากระหว่างธนาคารมากขึ้น
เช่นเดียวกับ ดร.บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ธปท. ที่เชื่อว่า ดอกเบี้ยนโยบายยังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องในอนาคต จากแรงกดดันของอัตราเงินเฟ้อและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ขณะที่ “รอยเตอร์” สำรวจความเห็นจากบรรดานักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่มองสอดคล้องกันว่า ยังมีโอกาสที่ดอกเบี้ยจะขยับขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคุณถนอมศรี ฟองอรุณรุ่ง นักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) ที่เชื่อว่า ตัวเลขเศรษฐกิจยังสนับสนุนให้ปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยมองว่า โอกาสที่จะขึ้นต่อในปีนี้ยังมีอยู่อย่างน้อย 0.25-0.50% เช่นเดียวกับคุณอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด (ไทย) ซึ่งคาดว่า จะเห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในเดือนสิงหาคมและตุลาคม ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายไปอยู่ที่ 2% ในสิ้นปีนี้
ส่วนคุณนุชจรินทร์ ปัณรส นักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เชื่อว่า ดอกเบี้ยนโยบายจะค่อยทยอยขึ้น น่าจะไปที่ 1.75% ในสิ้นปีนี้ และอยู่ที่ระดับ 3% ในสิ้นปี 2554
คะแนนเสียงเทไปในข้างดอกเบี้ยขาขึ้นแบบนี้ คนฝากเงินจะล็อกยาวไปทำไมให้เสียโอกาส เช่นเดียวกับคนกู้ที่ต้องรีบเคลียร์หนี้ก่อนที่ดอกเบี้ยจะบานเบอะ หรือไม่เช่นนั้นก็หาทางกู้แบบดอกเบี้ยคงที่ให้นานหน่อย เพื่อลดความเสี่ยง เรื่องบางเรื่องก็ต้องลองทำตัวตามกระแสบ้าง คิดในกรอบบ้าง ไม่ต้องฟุ้งกระจายไปคิดนอกกรอบจนเสียโอกาส เสียประโยชน์
มีน้องชายที่สนิทกันโพสต์ไปในเฟซบุ๊กของเขาเมื่อวันก่อนว่า งานเยอะว่าเครียดแล้ว พองานน้อยคิดเครียดกว่า ดิฉันเลยแนะนำไปว่า คิดแบบนี้เท่ากับเสียโอกาสในทุกสถานการณ์ กลายเป็นโอกาสดีๆ ไม่เคยมาถึง เพราะเมื่องานเยอะก็ควรจะเร่งกอบโกยให้มาก พองานน้อยก็ใช้เวลานั้นพักผ่อนและคิดต่อยอดธุรกิจ หรือหาโอกาสใหม่ๆ
บางทีแค่เปลี่ยนจุดที่ยืน บางทีโลกทั้งใบก็เปลี่ยนไปได้ง่ายๆ ค่ะ
ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]



