
ถ้าไม่ได้ลอง ก็ไม่ได้รู้
กาลครั้งหนึ่งนานมากแล้ว ผมเป็นอีกคนที่นิยมออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงตามผับ เนื่องเพราะเราอยู่ในวงการโฆษณาที่บรรดาหมู่มิตรครีเอทีฟชอบไปแฮงเอาท์ โดยอ้างเหตุและผลไปเปิดหูเปิดตาบ้าง ฉีดสีสันให้ไอเดียพุ่งเข้าหัวบ้าง ขืนนั่งอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยม มีหวังเนื้อสมอ
แรกๆ ก็ไปอาทิตย์ละครั้ง แต่พอเริ่มติดก็ไปกันบ่อยมากขึ้น ไม่เฉพาะแค่วันศุกร์ วันไหนๆ เกิดคึกอยากไปก็ไป หลังๆ ไม่แคร์ด้วยซ้ำว่าวันพรุ่งจะทำงานไหวมั้ย เคยทำสถิติสูงสุดไปถึงสี่วันต่อสัปดาห์ก็มี
ข้ออ้างที่ไปก็มีมากกว่าเดิม แก้เบื่อ แก้เซ็ง และอีกสารพัดจะสรรหา ที่สำคัญตอนนั้นคิดแบบคนโง่ๆ เงินเราเอง ไม่ได้ขอใครกิน ไม่เห็นต้องสนใจใคร
ยิ่งกว่านั้น บรรยากาศของการสำรอกสุราเข้าปาก มันก็แปลกๆ เป็นความสุขแบบบอกไม่ถูก ยิ่งตอนมึนๆ ครื้มๆ ยิ่งคล้ายๆ กับภาพหลอนตรงที่เมื่อสติไม่ค่อยสมบูรณ์ เราก็กล้าพูด กล้าแสดงออกมากเป็นสองเท่า ทำอะไรก็ไม่ค่อยกระดากอาย (แต่อย่าเอาเยี่ยงอย่างเด็ดขาด ไม่แนะนำ)
นิสัยสูบบุหรี่ ก็ดันได้มาจากสถานที่เทือกๆ นี้ด้วย แต่นับว่าบุญยังมี ที่ก๊วนแก๊งไม่เอาเรื่องยาเสพติด ไม่งั้นผมคงไม่มีอนาคตมาจนถึงทุกวันนี้
ผ่านมาสักพักใหญ่ๆ เราก็เลิกได้หมด ทั้งเที่ยว เหล้า บุหรี่ มีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยว ด้วยวัยที่โตขึ้น เราก็เริ่มเบื่อ ผสมกับเพื่อนฝูงเริ่มแยกย้ายหนีหายกันไป
ที่สำคัญเราเริ่มคิดได้ว่า นี่ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ผับบาร์ก็เหมือนกับเอนเตอร์เทนเมนต์ที่พาเราเข้าสู่โลกมายา ให้เราสนุกแบบชั่วครั้งชั่วคราว หลังๆ จึงไม่ได้มีโอกาสวกกลับเข้าวงจรเดิมๆ อีก
แต่ยอมรับอย่างหน้าชื่นเต็มอกครับว่า ช่วงนั้นเก็บเงินเก็บทองไม่ค่อยอยู่เลย หมดไปกับเรื่องพรรค์นี้เยอะพอควร คิดง่ายๆ นะครับ แทนที่ผมจะเอายี่สิบเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนมาหยอดกระปุก กลับต้องเสียให้ความสุขแบบนี้...น่าเศร้าแท้ๆ
ที่แย่ยิ่งกว่า ดันไปเอาเงินเก็บมาใช้ด้วย พร่องสมุดบัญชีไปโขอยู่เหมือนกัน
เมื่อมานั่งคิดดู ยังอดถามตัวเองไม่ได้ว่า ที่เราไปเที่ยวบ่อยๆ เราไปเพื่ออะไร? ทำไมเพื่อนบอกให้ซดหมดแก้ว แล้วต้องทำด้วย? การที่เรานั่งกันจนผับปิด จะช่วยเขาล้างแก้วหรือ? จะว่าช่วยปิดร้านก็ไม่ใช่? ไม่รู้ทำไปเพื่ออะไร? ทำไมไม่กลับบ้านกลับช่องสักที?
เอากันจริง จะไปโทษใครล่ะครับ? โทษใครก็ไม่ได้ ต้องโทษตัวเอง ผับบาร์มันก็อยู่กับที่ของมันแท้ๆ มันกินเงินใครไม่ได้ เรานั่นแหละที่เดินไปหามัน ไปเสียสะตุ้งสตางค์ให้มันเอง
แต่ถ้าให้ย้อนเวลานั่งไทม์แมชชีนกลับไป และมีโอกาสเปลี่ยพฤติกรรม ผมจะเปลี่ยนมั้ย?
พูดตรงๆ ผมก็ไม่คิดจะเปลี่ยน ไม่ใช่ดัดจริตอะไรหรอกครับ แต่คิดว่า ชีวิตคือการเรียนรู้
ถ้าไม่เคย “อกหัก” แล้วจะรู้หรือครับว่า “รักแท้” คืออะไร? หรือถ้าไม่เคย “ผิดหวัง” ก็คงไม่ลึกซึ้งถึงคำว่า “สมหวัง” ใช่มั้ยครับ?
ที่สำคัญ แม้ผมเสียเงินให้มันเยอะ แต่ผมก็ได้ความคิดติดหัวกลับมาไม่น้อย ตลอดการเที่ยวสองสามปี ผมเข้าใจสัจธรรมในวงเหล้ากองโต รู้จักคนหลายๆ นิสัย แยกได้ระหว่าง “เพื่อนกิน” กับ “เพื่อนแท้”
ในชีวิต เชื่อว่ายังต้องมีเรื่องอีกมากที่วิ่งผ่านเข้ามา ไม่ผิดหรอกครับที่จะเข้าไปเรียนรู้ สำคัญที่ต้องให้บทเรียนนั้นเป็นครู ชี้แนะการเดินทางในครั้งต่อไป...คุณว่ามั้ยครับ?
ชัยพล กฤตยาวาณิชย์
[email protected]



