
สามัคคี...ปรองดอง...นายกฯต้องทำเอง!
สามัคคี คือการที่คนเห็นอย่างเดียวกันพร้อมใจกันในการกระทำหรือไม่กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นพร้อมใจกันไปวัด ทำบุญ และไม่ดื่มสุราในวันวิสาขะ สามัคคี เป็นการแสดงออกถึงความภูมิใจของสังคมโดยรวมในเรื่องชาติ ศาสนา วัฒนธรรมประเพณี ที่สั่งสมกันมา
“ปรองดอง” คือการที่คนที่ด้อยกว่าจำใจยอมรับให้ความร่วมมือในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ แม้จะไม่เต็มใจ เช่น นางสุดารัตน์ยินดีให้ความร่วมมือกับผู้ว่าฯ คนใหม่ นายสมัคร ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร หลังจากที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งต่อนายสมัครอย่างหมดรูป ซึ่งจากตัวอย่างสมมตินี้ นางสุดารัตน์ ยอมปรองดองกับนายสมัคร ในเรื่องการแก้ไขปัญหาของกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ในเรื่องทางการเมืองนางสุดารัตน์ยังคงดำเนินไปตามความคิดเห็นของตน หรือของพรรคที่ตนเป็นสมาชิกอยู่
วันนี้ เศรษฐีตกยาก บุญตีจากบาปตามทันอย่าง ดร.ทักษิณ ตกอยู่ในสภาพด้อยกว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ อย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย ทรัพย์สินเงินทองที่มีอยู่ก็เป็นของร้อน มีมากเท่าไหร่ก็ร้อนใจมากเท่านั้น มีบริวารก็มีแต่พวกปอกลอก อยู่ที่ไหนก็ร้อนรน อยู่ได้ไม่นาน เพราะถูกสังคมในประเทศนั้นเสียดสีเย้ยหยัน หาเกียรติภูมิใดๆ ไม่ได้ หนทางเดินก็แคบลงเรื่อยๆ
ก่อนที่ ดร.ทักษิณ จะถูกฝูงทนายกระหายทรัพย์ทั้งในนอกประเทศหลอกให้เสียมากไปกว่านี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ควรมีเมตตาหาโอกาสแนะนำ ดร.ทักษิณ ในฐานะคนไทยด้วยกัน ให้ปรองดองกับรัฐบาลโดยเร็ว ให้เขาประกาศสนับสนุนนโยบายไทยเข้มแข็ง ใช้เงินที่ได้ไปจากประเทศไทยนั่นแหละทำประโยชน์ยิ่งใหญ่ให้สังคมไทย ด้วยการแนะให้ ดร.ทักษิณ ปรองดองรัฐบาล ด้วยการออกเงินสร้างแหล่งกักเก็บน้ำและระบบส่งน้ำทั่วภาคอีสาน ซึ่งก็คงใช้เงินไม่เกินแสนล้านบาท (ดีกว่าการหลอกตัวเองไปจ้างให้คนชูรูปตนในการชุมนุม ประหนึ่งว่ามีคนรักทั่วประเทศ)
สังคมก็จะยอมรับนับถือเชิดชูเยี่ยงองคุลีมาล และจะเป็นเหตุผลให้รัฐบาลทำเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษในทันทีที่เดินทางมารับโทษ แล้วเสนอนิรโทษกรรมเรื่องต่างๆ ต่อสภาต่อไป ไม่ต้องไปตั้ง ดร.สมบัติ แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะกรอบที่ให้นั้นเป็นการทำรัฐธรรมนูญให้เป็นของพรรคการเมือง ที่นักการเมืองเป็นผู้ได้ประโยชน์ โดยมีนักวิชาการกลุ่มนี้เป็นตรายาง! และไม่ต้องไปตั้งนายอานันท์ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงปฏิรูปประเทศไทยให้เสียงบประมาณ เพราะเขาเคยได้ใช้อำนาจรัฐบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ง่ายที่สุดแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีผลงานใดที่จะอวดอ้างได้ว่าสร้างสังคมไทยให้เข้มแข็ง นอกจากการสนองตัณหาของพวกทุนนิยม ยกเลิกการห้ามนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย
ทำให้คนไทยติดหล่มลัทธิบริโภคนิยม ยอมขายสิทธิ์ขายเสียง ขายยาเสพติด หรือทำผิดกฎหมาย เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ปรารถนา จนทุกวันนี้...พัฒนามาเป็นการสู้แล้วรวยของนักการเมืองไพร่ๆ ทำไร่มะเขือเทศไร่แตงโมของข้าราชการ...จนถึงการเผาทรัพย์ของหลวงของราษฎร์อย่างที่ปรากฏ...นี่คือพิษภัยของการเป็นทาสลัทธิบริโภคนิยม !
นายกฯ อภิสิทธิ์ถือว่าได้เปรียบ ที่ได้รู้ว่า อามิสนิยมแบบอดีตนายกฯ ทักษิณ และปฏิบัตินิยมแบบอดีตนายกฯ เปรม ยังมีจุดอ่อนเยอะ อามิสนิยมแบบทักษิณ เป็นการยัดเยียดความอยากได้ไม่รู้จบให้แก่ประชาชนอย่างไร้ศักดิ์ศรี และปฏิบัตินิยมแบบเปรม ก็ไม่มีส่วนแก้ปัญหาทุกข์ยากประชาชน นอกจากภูมิใจใส่ชุดพระราชทาน ซึ่งก็ยังดี
วันนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ต้องสร้างอามิสนิยมใหม่ที่ยั่งยืนกว่า คือ การให้โอกาสประชาชนที่ขยันขันแข็งทำมาหากินได้ตลอด 24 ชั่วโมงทั่วไทย เศรษฐกิจจะสะพัดทั่วประเทศ คนจะเข้ามาเที่ยวมากขึ้นกว่าเท่าตัว คนมีงานทำเพิ่มขึ้น มีรายได้ดี ปัญหายาบ้ายาเสพติด และขบวนการรับจ้างใส่เสื้อสีจะหายไปเอง เพราะเขาไม่มีเวลาว่างกันแล้ว เป็นการเริ่มนโยบายประชานิยม ที่คนไทยไม่ต้องรอคอยการช่วยจากภาครัฐเยี่ยงขอทาน และต้องสร้างค่าปฏิบัตินิยมใหม่ ด้วยการใช้กฎระเบียบแก้ปัญหาแท้จริงที่ประชาชนประสบทุกวัน ด้วยการประกาศให้มีบัสเลน หรือช่องทางเฉพาะรถเมล์ รถประจำทาง ขสมก. แบบตลอดเส้นทางเดินรถ เริ่มสัก 1 สายก่อน เช่น สายปากน้ำ-ขนส่งสายใต้ใหม่ มวลชนจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในการเดินทาง แล้วขยายเป็น 10 สายใน 1 เดือน
ในเวลาไม่เกิน 3 เดือน ประชาชนจะชื่นชม ยอมรับการแก้ปัญหามวลชนของนายกฯ ปัญหาการจราจร จะค่อยๆ หมดไปด้วยมาตรการทางกฎหมาย ย้ำถึงการเป็นนิติรัฐที่นายกฯ มุ่งมั่น
ในเวลาไม่เกิน 7 เดือนจากวันนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้รับการเสนอชื่อให้เป็น นายกรัฐมนตรี ที่มีเสียงสนับสนุนท่วมท้น ทั้งจากในสภา นอกสภา และจาก ดร.ทักษิณ ผู้ยอมปรองดอง !
ดร.มหากิตติศักดิ์ ถิรวิศิษฎ์
[email protected]



