
บีโอไอชี้การเมืองไม่กระทบลงทุนครึ่งปีแรกพุ่ง1.92แสนล้าน
เลขาฯ บีโอไอ เผยครึ่งปีแรกภาคการลงทุนสดใส ทั่วประเทศขอรับการส่งเสริมกว่า 1.92 แสนล้านบาท ระบุช่วงวุ่นวายทางการเมืองไม่กระทบ ตั้งเป้าปี 53 มลงทุนกว่า 5 แสนล้านบาท ระบุเชียงใหม่ได้รับความนิยม 6 เดือนแรก 2.72 พันล้าน เพิ่มขึ้นกว่า 85%
ดร.อรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการประชุมบีโอไอพบนักลงทุนญี่ปุ่นในภาคเหนือ วันนี้ (16 ก.ค.) ที่โรงแรมแชงกรี-ลาเชียงใหม่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ว่า ภาพรวมการขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั่วประเทศครึ่งปีแรกปี 2553 มีกว่า 640 โครงการ มูลค่า 192,000 ล้านบาท โดยในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองไทยแต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการลงทุน
ทั้งนี้ มีโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนกว่า 100 โครงการ ไม่ได้ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าจะมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น นักลงทุนยังมีความมั่นใจ ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว การส่งออกดีขึ้นโดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการบริการ ด้านสาธารณูปโภค ไฟฟ้า อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป
ส่วนการขอรับการส่งเสริมการลงทุนช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะมีนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างประเทศให้ความสนใจ มีแนวโน้มบรรยากาศที่ดี ภาพรวมการส่งออกและความต้องการภายในประเทศก็เพิ่มมากขึ้น มีการขยายตัวดีมากและความต้องการของเศรษฐกิจโลกก็ดีขึ้นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบที่จะส่งผลต่อการลงทุนอาจจะมีอยู่บ้าง โดยปัจจัยภายนอกจะเป็นเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะยุโรป ซึ่งประเทศกรีซประสบปัญหาหนี้สาธารณะ รวมถึงประเทศอเมริกาเองก็มีความกังวลว่าจะฟื้นตัวจากเศรษฐกิจเป็นไปด้วยดีหรือไม่ ส่วนปัจจัยภายในประเทศก็มีความกังวลเรื่องการเมืองอยู่บ้างแต่ไม่น่าวิกตกกังวล
เลขาธิการ บีโอไอ กล่าวอีกว่า กรณีที่นักลงทุนอาจมีแนวโน้มในการย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านไทยเนื่องจากค่าแรงที่ถูกกว่านั้น ตอนนี้ยังไม่พบว่ามีการย้ายฐานการผลิตแต่อย่างใด แต่โครงการใหม่ๆ อาจจะไม่สามารถเข้ามาลงทุนได้เพราะประเทศไทยกำลังประสบปัญหากับการขาดแคลนแรงงาน ดังนั้นภาครัฐจะต้องมีการส่งเสริมและพัฒนาแรงงานให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
สำหรับการส่งเสริมการลงทุนในปีนี้ได้ตั้งเป้าไว้ที่ 5 แสนล้านบาท ซึ่งลดลงจากปี 2552 เนื่องจากในปี 2551-2552 ประเทศไทยได้ทำโครงการ Thailand Investment Year ขึ้น ทำให้นักลงทุนให้ความสนใจขอรับการส่งเสริมการลงทุน กว่า 7 แสนล้านบาท มากกว่าที่มีการตั้งเป้าไว้ที่มูลค่า 4 แสนล้านบาท ทั้งนี้ ในส่วนของภาคเหนือเองช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน พบว่ามีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นกว่า 85% จากช่วงเดียวกันของปี 2552 ที่มีจำนวน 20 โครงการเพิ่มขึ้นเป็น 37 โครงการ ส่วนมูลค่าการขอรับการส่งเสริมฯ นั้นเพิ่มขึ้นกว่า 113% หรือมูลค่ากว่า 2,720 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันที่มีมูลค่าจำนวน 1,273 ล้านบาท
"เชียงใหม่ยังมีสัดส่วนในการขอรับการลงทุนไม่มากนักเมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งประเทศที่มีการกระจุกตัวอยู่แถบภาคตะวันออก เช่น อุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า พลังงานทดแทน พลังงานลม แก๊สธรรมชาติ และแสงอาทิตย์ แต่เชียงใหม่ก็มีความพร้อมโดยเฉพาะสำหรับธุรกิจซอร์ฟแวร์ ที่ไม่ต้องอาศัยเครื่องจักรและกำลังคนจำนวนมาก บรรยากาศเชียงใหม่ดีเหมาะแก่การสร้างสรรค์ผลงาน และมีแนวโน้มว่าจะมีการลงทุนต่อเนื่อง" ดร.อรรชกา กล่าว



