ข่าว

ปปช.ยกคำร้องกรณีเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์

ปปช.ยกคำร้องกรณีเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์

16 ก.ค. 2553

"กล้านรงค์ จันทิก"เผย ป.ป.ช. ยกคำร้องกรณีเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ อ้างทำก่อนเป็นนายก จึงไม่ถือว่าใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่ง ย้ำ"อภิสิทธิ์" ไม่มีความผิดเซ็นรับรอง"ธานินทร์"เหตุเช่นเดียวกัน รวมถึง "นายกฯ" ไม่ผิดกรณีปล่อยเขมรทำถนนขึ้นเขาพระวิหาร เหตุแสดงเจต

 (16ก.ค.) นายกล้านรงค์ จันทิก ป.ป.ช. กล่าวถึงข้อกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ส่อไปในทางทุจรติต่อหน้าที่ จงใจฝ่าฝืนกฎหมายพรรคการเมืองและฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมและคุณธรรมอย่างร้ายแรง กรณีปกปิด ซ่อนเร้นไม่เปิดเผยการรับเงินสนับสนุนพรรคการเมืองจากบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และไม่จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากกกต. ให้เป็นตามที่กำหนดไว้ โดยรับรองงบดุลงบการเงินของพรรคประชาธิปัตย์อันเป็นเท็จ

 จากการไต่สวนข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายอภิสิทธิ์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นนายกฯเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.51 และได้รับการถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.51 แต่ตามคำร้องขอให้ถอดถอนเป็นการกล่าวหาเกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ได้รับเงินบริจาคสนับสนุนพรรคการเมืองจากบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงระหว่างปี 47-48 ดังนั้นพฤติการณ์ตามคำร้องขอให้ถอดถอนจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนนายกอภิสิทธิ์ จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกฯ การกระทำดังกล่าวจึงมิได้เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่อาจถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งตามมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญ 2550 คณะกรรมการป.ป.ช. จึงมีมติว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป

ย้ำอภิสิทธิไม่มีความผิดเซ็นรับรองธานินทร์เหตุทำก่อนเป็นนายกฯ

 นายกล้านรงค์ กล่าวถึงข้อกล่าวหาที่ระบุว่านายอภิสิทธิ์ จงใจกระทำผิดพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นพ.ศ.2545 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264 กรณีออกหนังสือรับรองความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอันเป็นเท็จให้นายธานินทร์ ใจสมุทร เพื่อใช้การเลือกตั้ง จากการไต่สวนข้อเท็จจริงนายอภิสิทธิ์ ได้มีหนังสือรับรองให้นายธานินทร์ เป็นสมาชิกประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2535 เพื่อนำไปใช้ในการเลือกตั้งนายกอบจ.สตูล วันที่ 20 เม.ย.51 ก่อนที่นายอภิสิทธิ์ จะได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกฯ การกระทำดังกล่าวจึงมิได้เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งนายกฯที่อาจถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง คณะกรรมการป.ป.ช. จึงมีมติว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป

 ชี้"นายกฯ"ไม่ผิดกรณีปล่อยเขมรทำถนนขึ้นเขาพระวิหาร  

 นายกล้านรงค์ กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ส่อว่ากระทำความผิดตำแหน่งหน้าที่ โดยทำให้ราชอาณาจักรหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรตกไปอยู่ภายใต้อธิปไตยของต่างประเทศและไม่กำกับ ดูแลเพื่อรักษาไว้ซึ่งดินแดนของประเทศ กรณีให้ประเทศเพื่อนบ้านทำถนนบุกรุกยึดครองใช้พื้นที่ดินแดนของประเทศไทยเป็นทางขึ้นเขาพระวิหาร

 จากการไต่สวนข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในขณะที่นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯนั้น กระทรวงต่างประเทศไม่มีกฎหมายหรือระเบียบรองรับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องการรักษาไว้ซึ่งบูรณภาพแห่งดินแดนบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 แต่อาศัยการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณี แนวทางปฏิบัติทางการทูต ในส่วนของไทยกับกัมพูชาได้มีการทำบันทึกความเข้าใจในเรื่องเขตแดนระหว่างรัฐบาลระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนบก พ.ศ. 2543 ตามข้อ 5 บันทึกดังกล่าวสรุปได้ว่า หน่วยงานของรัฐบาลจะงดเว้นการดำเนินการใดๆที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน และข้อ 8 ระบุว่า ให้มีการระงับข้อพิพาทที่เกิดจากการตีความหรือการบังคับใช้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้โดยสันติวิธีด้วยการปรึกษาหารือและการเจรจา ซึ่งหากมีกรณีของการละเมิดเขตแดนของประเทศไทยโดยประเทศใดประเทศหนึ่งแล้วตามขนบธรรมเนียมและประเพณีปฏิบัติทางการทูต โดยรมว.ต่างประเทศมีสิทธิที่จะทำการประท้วงได้และก็ได้ประท้วงต่อรัฐบาลกัมพูชาเรื่อยมา ไม่ได้ปล่อยให้ประเทศเพื่อนบ้านทำถนนรุกล้ำเข้ามายึดครองดินแดนเป็นทางขึ้นไปสู่ปราสาทเขาพระวิหารแต่อย่างใด

 คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า จากพยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวนข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านายอภิสิทธิ์ มีพฤติการณ์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องดังกล่าว ข้อกล่าวหาไม่มีมูลจึงมีมติให้ข้อกล่าวหาตกไป

ตีตกเรื่อง“มาร์ค" บอยคอตเลือกตั้ง49

 นายกล้านรงค์  กล่าวต่อว่า ที่ประชุม ป.ป.ช. ได้พิจารณาคำร้องถอดถอนนายอภิสิทธิ์ จากข้อกล่าวหา ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยขัดขวางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข กรณีคัดค้านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2549 และกรณีการเรียกร้องนายกฯพระราชทานตามมาตรา 7 และดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลทั้งๆที่รู้ว่าเสียงสนับสนุนไม่เพียงพอจนได้เป็นนายกฯ เป็นการส่อว่าจงใจใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากการพิจารณาเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเกิดก่อนที่นายอภิสิทธิ์จะได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า แต่งตั้งเป็นนายกฯ จึงไม่เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีที่อาจถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งตามมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญ

สอบต่อกรณีปชป.ส่ง ส.ส.ไปช่วยตามกระทรวง

 นายกล้านรงค์ กล่าวถึงกรณีข้อกล่าวหานายอภิสิทธิ์รู้เห็นเป็นใจกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ กรณี ส่ง ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ หรือบุคคลอื่นไปช่วยราชการในกระทรวงต่างๆถือเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ตนเองหรือผู้อื่นหรือพรรคการเมืองไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย หรือไม่ ซึ่งเป็นคำร้องเดียวกับที่ร้องนายสุเทพ ป.ป.ช. จึงมีมติให้นำข้อกล่าวหานี้ไปรวมพิจารณาด้วย ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้อง

สั่งสอบเพิ่มเหตุสงสัยทำไมตั้ง“กษิต”เป็น รมว.ตปท.

 นายกล้านรงค์กล่าวว่าจากกรณีที่มีการร้องว่านายกรัฐมนตรีใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยแต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ เป็น รมว.ต่างประเทศ ทั้งที่กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ (ฉบับที่2) พ.ศ. 2538 มาตรา 6 ทวิ และมาตรา 11 กรณีการเป็นผู้สนับสนุนในการทำให้การบริการของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และดอนเมือง ต้องหยุดชะงักลง จากการไต่สวนพบข้อเท็จจริงว่าระหว่างวันที่ 25 พ.ย. 2551- 3 ธ.ค. 2551 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ปิดล้อมสนามบินและได้เชิญนายกษิต ไปร่วมวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกฯก็ได้เสนอแต่งตั้งนายกษิต เป็น รมว.ต่างประเทศ

 “ต่อข้อกล่าวหานี้ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเหตุผลในการเสนอแต่งตั้งนายกษิต รวมถึงเจตนารมณ์ในการเสนอร่างกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยและรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พ.ศ..... ที่มีการกล่าวอ้างว่า เป็นไปเพื่อให้นายกษิต และกลุ่มพันธมิตรฯได้รับประโยชน์จากการนำกฎหมายดังกล่าวไปอ้างอิงในการต่อสู้คดีหรือไม่ ป.ป.ช.จึงมีมติมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไต่สวนประเด็นดังกล่าวเพิ่มเติม” นายกล้านรงค์ กล่าว

 นายกล้านรงค์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในประเด็นกล่าวหาให้ถอดถอนนายกษิตร่วมชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมินั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายกษิต เข้าร่วมการชุมนุมก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯเป็นรมว. ต่างประเทศ ดังนั้นนายกษิต จึงมิได้ดำรงตำแหน่งที่อาจถูกถอดถอนได้