
มติ6ต่อ2"แม้ว"ปฏิบัติหน้าที่มิชอบกรณีทีพีไอ
มติปปช.6 ต่อ 2 "ทักษิณ" ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีกรณีเห็นชอบให้กระทรวงการคลังเข้าเป็นผู้บริหารแผนคนใหม่ของทีพีไอ
(16ก.ค.) นายกล้านรงค์ แถลงถึงผลการประชุม ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณากรณีเรื่องกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับพวกเห็นชอบให้กระทรวงการคลังเข้าเป็นผู้บริหารแผนคนใหม่ของบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด(มหาชน) (ทีพีไอ) โดยมิชอบ เรื่องนี้ ป.ป.ช. แบ่งเรื่องพิจารณาเป็นห้าประเด็น 1.ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฏ์ เมื่อครั้งเป็น รมว.คลัง ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยยินยอมให้กระทรวงการคลังเข้าไปเป็นผู้บริหารแผนของบริษัททีพีไอ ปปช. เห็นว่า กระทรวงการคลังเป็นส่วนราชการตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มีหน้าที่หนด โดยไม่มีอำนาจหน้าที่บริหารกิจการของเอกชน การที่ ร.อ.สุชาติ ยินยอมให้ กระทรวงการคลังเข้าไปเป็นผู้บริหารแผนจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่ในระหว่างการไต่สวน ร.อ.สุชาติ ได้ถึงแก่กรรม สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงต้องระงับไปโดยความตายของผู้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 (1) จึงมีมติให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบ
ประเด็นที่สอง พ.ต.ท.ทักษิณ และ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯในขณะนั้น ได้รู้เห็นหรือทราบเรื่องที่กระทรวงการคลังยินยอมเข้าเป็นผู้บริหารแผนฯ ตามที่ศาลล้มละลายกลางร้องขอ แต่ไม่คัดค้านหรือทักท้วงเป็นการปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ จากการสอบสวนฟังข้อเท็จจริงได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ในขณะนั้นมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อ รมว.คลัง ได้มาปรึกษาเรื่องการจะให้กระทรวงการคลังเข้าไปเป็นผู้บริหารแผนฯ ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน พ.ต.ท.ทักษิณได้เห็นชอบ และเสนอชื่อ พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ และนายทนง พิทยะ เป็นคณะผู้บริหารแผน และภายหลังกระทรวงการคลังได้ยินยอมเข้าไปเป็นผู้บริหารแผน อันเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจของกระทรวงการคลัง ตามาตรา 10 ของพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ระบบราชการ การกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณจึงมีมูลความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายยแก่ผู้หนึ้งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และให้ส่งเรื่องต่อ อัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรวตำแหน่งทางการเมือง โดยในกรณีนี้มีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 2 ขณะที่นายสมคิดนั้น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ารู้เห็นหรือยินยอมในการที่กระทรวงการคลังเข้าไปเป็นผู้บริห่ารแผน ข้อกล่าวหาจึงไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไปด้วยเสียงเอกฉันท์
ประเด็นที่สาม ผู้แทนกระทรวงการคลังที่เข้าไปเป็นคณะผู้บริหารฯได้กระทำการที่สนับสนุน ร.อ.สุชาติ ในการยินยอมให้กระทรวงการคลังเป็นผู้บริหารแผนหรือไม่ จากข้อเท็จจริงพบว่า ไม่ปรากฏว่าคณะผู้บริหารแผนฯได้ร่วมกระทำผิด โดยยินยอมให้กระทรวงการคลังเป็นผู้บริหารแผนแต่อย่างใด คณะผู้บริหารแผนเพียงแต่ได้กระทำตามที่ได้รับการแต่งตั้งเท่านั้น ข้อกล่าวหานี้จึงไม่มีมูลและตกไปด้วยเสียงเอกฉันท์
ประเด็นที่สี่ ผู้แทนกระทรวงการคลังที่เป็นคณะผู้บริหารแผนได้กำหนดค่อตอบแทนให้แก่ตนเอง ที่ปรึกษา และการอนุมติให้ว่าจ้างและจ่ายเงินตอบแทนให้บริษัท ซินเนอจี โซลูชั่นจำกัด เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือหรือโดยทุจริตหรือไม่อย่างไร จากจ้อเท็จจริงพบว่า ผู้แทนกระทรวงการคลังที่เจ้าไปเป็นผู้บริหารแผนได้รับเงินค่าตอบแทนจากบริษัท ทีพีไอ ตามที่ศาลลล้มละลายกลางได้พิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว และค่าตอบแทนก็ต่ำกว่าเงินค่าตอบแทนเมื่อครั้งที่ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ กับพวกเป็นผู้บริหารแผนชั่วคราวกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ส่วนการที่ได้อนุมัติให้ว่างจ้างและจ่ายเงินตอบแทนให้บริษัท ซินเนอจี ศาลล้มละลายกลางได้พิจารณาแล้วว่า บรษัทซินเนอจี ได้ดำเนินการต่างๆตั้งแต่ กระทรวงการคลังมีหนังสือยินยอมเป็นผู้บริหารแผน จึงมีสิทธิเรียกเก็บเงินค่าบริการ ข้อกล่าวหาจึงไม่มีมูลและตกไปด้วยเสียงเอกฉันท์
และประเด็นที่ห้า ผู้แทนกระทรวงการคลังที่ไปเป็นผู้บริหารแผน ได้กำหนดราคาซื้อขายหุ้นเพิ่มทุนในราคาต่ำ อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง หรือโดยทุจริตหรือไม่ จากข้อเท็จจริงพบว่า ศาลลล้มลละลายกลางได้ให้สิทธิเด็ดขาดกับกระทรวงการคลังในการจัดหาผู้ร่วมทุนตามแผนฟื้นฟู การกำหนดหนดราคาซื้อขายหุ้นเพิ่มทุน ศาลล้มละลายกลางได้ให้ความพิจารณาเห้นชอบแล้ว เงินที่ได้จากการขายหุ้นเพิ่มทุนมากกว่าจำนวนขั้นต่ำที่จะได้รับจากการขายส่วนทุนที่กำหนดไว้ตามแผน ดังนั้นตามที่กล่าวหาว่าผู้บริหารแผนฯได้กำหนดราคาการซื้อขายหุ้นเพิ่มทุนของ ทีพีไอ ในราคาต่ำอันเป็นเหตุให้บริษัทและผู้ค้ำประกันหนี้ได้รับความเสียหายจึงไม่มีมูลให้ข้อกล่าวหาตกไป ด้วยเสียงเอกฉันท์
รออินเตอร์โพลตอบกลับหมายจับ"ทักษิณ"
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ต.เทอดศักดิ์ รุจิรวงศ์ ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ (ผบก.ตท.) กล่าวถึงกรณีการประสานงานกับองค์การตำรวจสากล หรือ อินเตอร์โพล เพื่อขอให้ออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณว่า บก.ตท. เป็นเพียงตัวกลางที่จะดำเนินการส่งหมายจับไปยังอินเตอร์โพล สำนักงานใหญ่ ซึ่งขณะนี้ได้ส่งไปแล้วและต้องรออย่างเร็วสุดประมาณ1 เดือน จนกว่าจะมีการตอบกลับมา
เมื่อถามว่า กรณีใดบ้างที่อินเตอร์โพล สำนักงานใหญ่จะไม่ออกหมายจับให้ พล.ต.ต.เทอดศักดิ์ กล่าวว่า คดีเกี่ยวกับการเมือง ทหาร ศาสนา และเหยียดผิว
อย่างไรก็ตาม ทาง บก.ตท. ไม่ได้มีหน้าที่ที่จะประเมินก่อน เพราะทางอินเตอร์โพล มีคณะกรรมการที่จะพิจารณาหมายจับทุกหมายที่เข้ามาว่าเข้าองค์ประกอบที่จะ ดำเนินการต่อไปอย่างไร โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือน หากผ่านการพิจารณาจะออกหมายจับและแจ้งไปยังสมาชิก 188 ประเทศ ขณะเดียวกัน ก็มีโอกาสที่อินเตอร์โพล์ สำนักงานใหญ่ไม่ออกหมายจับให้ หากคณะกรรมการมีความเห็นแตกต่างจากทางการไทย
“ถ้าภายใน 1 เดือน เขาไม่ตอบกลับมา ทางเราอาจเว้นระยะที่จะสอบถามไปทางสำนักงานใหญ่ แต่เป็นที่รู้กันว่า ถ้าเขาไม่ตอบกลับมาก็เป็นที่รู้กันว่า ไม่ออกหมายให้” พล.ต.ต.เทอดศักดิ์ กล่าว
สำหรับหมายจับที่ทางอินเตอร์โพลจะออกให้นั้น จะแบ่งเป็น 7 สี ได้แก่ สีแดง (Red Notice) เป็นประกาศจับบุคคลในที่ต้องการตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งหากอินเตอร์โพลออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นสีนี้ หรือเรียกกันว่า หมายแดง สีเหลือง (Yellow Notice) เป็นประกาศสืบหาบุคคลสูญหาย สีฟ้า (Blue Notice) แสวงหาข้อมูลบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม สีดำ (Black Notice) ประกาศสืบหาบุคคลที่ไม่สามารถระบุตัวได้ สีเขียว (Green Notice) ประกาศแจ้งเตือนด้านการข่าวเกี่ยวกับบุคคลที่ก่อเหตุอาชญากรรมซ้ำๆ ในหลายประเทศ สีส้ม (Orange Notice) เป็นการเตือนภัยกับการคุกคามต่างๆ เช่น การลอบวางระเบิด และหมายจับพิเศษของสหประชาชาติ (Interpol- United Nation Special Notice) เช่น กลุ่มก่อการร้ายสากลอัลกออิดะห์
เมื่อถามว่า กรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือสัญชาติไทย และมอนเตเนโกร จะมีปัญหาในการดำเนินการขอออกหมายแดงหรือไม่ พล.ต.ต.เทอดศักดิ์ กล่าวว่า ไม่น่ามีปัญหาอะไร ทั้งนี้ หมายแดงที่ทางอินเตอร์โพล สำนักงานใหญ่ออกให้เป็นการให้สมาชิกเฝ้าจับตาดู และยืนยันถิ่นที่อยู่เท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่จับกุม แต่จะประสานยังอินเตอร์โพล กรุงเทพฯ หรือ ซึ่ง บก.ตท.เป็นผู้ดำเนินการ จากนั้นเราก็จะประสานไปยังสำนักงานอัยการฝ่ายคดีต่างประเทศ เพื่อประสานไปยังประเทศดังกล่าว ให้ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ร้ายข้ามแดนให้



