ข่าว

แล้วชาวบ้านล่ะ

แล้วชาวบ้านล่ะ

16 ก.ค. 2553

ก็นึกว่าจะเก็บเอาไว้ประมวลผลแล้วค่อยมาแถลงให้ชาวบ้านได้รับรู้ ที่ไหนได้ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้มีหน้าตาละม้ายน้องเดียว พูดถึงความคืบหน้าในการกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวถึงคำว่า "ปรองดอง" หลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติทำการสำรวจข้อมูลคนไท

 "ตัวอย่าง" ที่สำนักงานสถิติไปเก็บมาทั้งหมด 100,920 คนจากทั่วประเทศ

 สาทิตย์ ไปล้วงข้อมูลมาพูดให้ฟังก่อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่บอกว่า รู้สึกว่ายากจนลง

 เรื่องสุขภาพมาเป็นอันดับ 1 อันดับ 2 เป็นเรื่องความเห็นต่างในครอบครัว ส่วนอันดับ 3 เป็นเรื่องของความเดือดร้อนในการเลี้ยงดูครอบครัว สิ่งที่อยากให้รัฐบาลแก้ไขก็คือ สวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล ความทุกข์ที่เกิดจากความยากจน และปัญหาหนี้สิน

 ไม่ต่างจากที่ สาทิตย์ จัดโครงการที่แสนภาคภูมิใจ "6 วัน 63 ล้านความคิด" ให้ชาวบ้านโทรศัพท์มาแสดงความเห็น ชาวบ้านราวๆ  6 หมื่นคน โทรมาระบายทุกข์บ้าง ด่าบ้างนั่นแหละ

 ต้องยอมรับว่าข้อมูลที่ได้ ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย

 ถ้ารัฐบาลไม่รู้ความทุกข์ยากของประชาชน ไม่รู้ว่าคนเขากินอย่างไร อยู่อย่างไร เปิดสายรับเรื่องระบายทุกข์อีกสัก 1 ปี ก็ไม่หนีไปจากนี้ ให้สำนักงานสถิติไปสำรวจ 3 เดือนหน ก็ไม่น่าจะต่างไปจากนี้

 ก็อย่างว่า ในภาวะฉุกละหุกอย่างนี้ มันก็ยากที่จะตั้งประเด็นว่า ถ้าหากรัฐบาลอยากรู้ว่า มีวิธีการไหน ทำอย่างไร ที่จะเห็นแนวทางที่ชาวบ้านเขาจะปรองดองกัน ...มันก็ได้แค่นี้แหละ

 เพราะในความเป็นจริง บ้านเราเมืองเราที่มันแตกแยกกันอย่างนี้ก็เพราะการเมืองมันเป็นตัวการ และนักการเมืองก็เป็นตัวกระตุ้น

 การเกลียดชังอีกฝ่ายย่อมเป็นเครื่องการันตีได้ว่าอนาคตหลังการเลือกตั้งของตนเอง

 บ้านเมืองจะเป็นอย่างไรช่างหัวมัน

 แล้วเมื่อมากุมอำนาจ ก็มักจะมองภาพรวม เพิกเฉยกับความขัดแย้งตั้งแต่ระดับเล็กๆ ของสังคมที่ทุกวันนี้ปะทุรุนแรงในระดับหมู่บ้าน

 ก็ยังดีที่ องอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ที่เข้ามาดูแลสื่อของรัฐเริ่มขยับเปิดรับความเห็นที่แตกต่าง ให้มาใช้พื้นที่ช่อง 11 ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาจะยัดเยียดสิ่งที่รัฐอยากให้เห็นเผยแพร่ออกไปเหมือนที่ผ่านมา

 ติดอยู่ก็ตรงที่ว่า 2 ฝ่ายที่เห็นแตกต่างกันนั้น ทำไมถึงมุ่งมั่นแต่จะให้เป็นฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน

 ไม่ใช่เพราะฝ่ายค้านไม่มีหัวหน้า หากแต่การปล่อยให้ตัวแทนที่เต็มไปด้วยประโยชน์ส่วนตน หรือของพรรคมาพูดจาหักล้างกัน โดยเอาผลประโยชน์ของประชาชนมาเป็นตัวประกัน นักการเมืองมันอาจจะได้ข้อยุติ

 ใครเตรียมตัวมาดีก็กำชัยได้ใจชาวบ้านที่ชอบการตีฝีปาก

 แต่ถามว่า ความขัดแย้ง ความรุนแรงในระดับพื้นที่มันจะหดหายไปได้อย่างไร

 คนหนึ่งเริ่มถามข้อมูลทั้งที่เป็นเรื่องพื้นๆ ของรัฐบาล อีกคนก็เริ่มต้นด้วยจับขั้วการเมืองมาชนกัน...ชาวบ้านอยู่ไหนไม่รู้ !

ศรายุทธ สายคำมี
[email protected]