ข่าว

ภาษาคือคุณค่าความเป็นคน

ภาษาคือคุณค่าความเป็นคน

16 ก.ค. 2553

เชื่อว่าคนบ้านนอกอย่างเราหลายคนในพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นเข้าใจดีถึงความรู้สึกที่ดีงามบางอย่างที่มันเคยมี เคยใช้ เคยติดต่อสื่อสารพูดคุย เคยพูดภาษาเดียวกัน ถ้ายิ่งมีหรือใช้สำเนียงเดียวกันในการสนทนากันและกันมันมีพลังมากมายในการสร้างความรัก ความผูกพันของคนในชุมช

 กันในชุมชนที่กว้างขวางมากพอถึงระดับรัฐเป็นประเทศและวงกว้างระดับภูมิภาค ภาษาหนึ่งที่ใช้ในท้องถิ่นจังหวัดชายแดนภาคใต้และมีรากฐานของภาษาที่ใช้กันหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่มีประชากรกว่า 300 ล้านคนยังใช้สื่อสารกันและกันนับตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบันและอนาคตอีกยาวไกลคือภาษามลายู

 ผู้อาวุโสในชุมชนท่านหนึ่งได้อธิบายความสำคัญของวิถีชุมชนของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไว้อย่างน่าทึ่งว่า...ความเป็นคนต่างกับความเป็นมนุษย์มาก เพราะมนุษย์เป็นเพียงสัตว์ประเสริฐที่พูดภาษาคนได้เท่านั้น แต่กว่ามนุษย์จะมาเป็นคนต้องมีองค์ประกอบอะไรมากมาย ต้องมีวัฒนธรรม วัฒนธรรมมิได้เกิดขึ้นโดดๆ หรือถูกสรรค์สร้างมาจากบางคนหรือคนกลุ่มกลุ่มเดียว ชุมชนเล็กๆ ชุมชนเดียว หรือเกิดขึ้นแบบฉับพลันเพียงวันสองวัน แต่ทุกวัฒนธรรมมันต้องสั่งสมด้วยเวลา ด้วยกระบวนการส่งผ่านที่ดูจะเป็นระบบและมั่นคง เป็นมรดกตกทอด มีเงื่อนไข มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างยาวนานอย่างเป็นพลวัต ในวัฒนธรรมบางอย่างบ้างก็มั่นคงสืบทอดกันนานนับพันๆปี บ้างก็ถูกสารพัดกระแสซัดโถมจนต้องสลายล้มหายตายจากไป

 ในสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้และภูมิภาคอาเซียนเกือบทุกประเทศต่างรณรงค์ให้ประชาชนในประเทศของตนหันมาให้ความสำคัญในการพูดและเขียนในภาษาดั้งเดิมของแต่ละชาติพันธุ์เป็นสำคัญ จะรองบ้างก็คือภาษาราชการของแต่ละประเทศเท่านั้น ที่น่าสนใจคือการเรียกชื่อภาษามลายูเป็นภาษาของแต่ละประเทศโดยเฉพาะเช่นภาษามาเลเซีย ภาษาอินโดนีเซีย ในขณะที่ประเทศบรูไนดารุสซาลามและประเทศสิงคโปร์ยังเรียกว่าภาษามลายู ที่น่าสนใจภาษามลายูในสิงคโปร์เป็นภาษาราชการอีกหนึ่งภาษาที่ควบคู่กับภาษาอังกฤษด้วย (ณ ปัจจุบันเพลงชาติของประเทศสิงคโปร์ยังคงร้องเป็นภาษามลายู) ถึงแม้ว่าในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะถูกเรียกชื่อเป็นภาษามลายูถิ่นบ้าง มลายูปัตตานีบ้าง หรือบางคนไม่อยากให้มีคำว่ามลายูเอาเลยจึงเรียกว่าภาษาท้องถิ่น ? ซึ่งทำให้มีข้อสงสัยกันลึกซึ้งกันพอสมควรว่ามีเหตุผลอันใดที่จะไม่ให้เอ่ยคำว่ามลายูเช่นนั้น

 การพัฒนาการของภาษาพูดมาเป็นภาษาเขียนก็เป็นส่วนสำคัญของแต่ละภาษา ที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีการอ้างอิงว่าภาษามลายูสมัยหนึ่งในอดีตพันกว่าปีจะมีภาษาเขียนของตนเอง แต่เมื่ออิสลามเข้ามาเผยแผ่ในภูมิภาคนี้ปราชญ์และนักการศาสนาได้คิดค้นดัดแปลงเพิ่มเติมและหยิบยืมอัขระภาษาอาหรับมาเป็นตัวเขียนเป็นภาษามลายูของตนเองเรียกว่าเป็นภาษามลายูอัขระญาวี แต่เมื่อประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียถูกปกครองโดยต่างชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษและฮอลันดา ที่พื้นฐานใช้อักขระภาษาอังกฤษเช่นเดียวกัน อักขระญาวีจึงถูกเปลี่ยนมาเป็นตัวเขียนเป็นอักขระในภาษาอังกฤษที่เรียกกันว่าภาษามลายูอักขระรูมีหรือรูมาไนซ์แทน

 ผู้อาวุโสคนเดียวกันกล่าวต่อสุดท้ายว่า...“ความสำคัญของภาษาเขียนมิได้มีความหมายแต่เพียงอยากจะให้การอ่านออกเสียงพูดให้ง่ายและสะดวกแก่ผู้อยากเรียนรู้เพียงอย่างเดียว แต่ตัวอักขระของแต่ละภาษามันหมายถึงรายละเอียดและความลึกซึ้งของความหมายเชิงวัฒนธรรม ความเชื่อ ความศรัทธาในวิถีชีวิตดั้งเดิมตลอดทั้งเป็นการขัดเกลาทางสังคมเพื่อการดำรงอยู่ของแต่ละชุมชนโดยผ่านกระบวนการทางภาษาด้วย”

 คงจะเป็นอย่างที่ผู้อาวุโสท่านนี้กล่าวกระมังที่พยายามจะบอกและถ่ายทอดแก่ลูกหลานว่าการดำรงอยู่ของสังคมที่ดีงามส่วนหนึ่งคือการดำรงไว้ซึ่งภาษาและวิถีแห่งตนคือคุณค่าของความเป็นคนในสังคมใหญ่ ซึ่งมิได้หมายถึงการปฏิเสธภาษาราชการแต่อย่างใด ดังนั้นใครผู้ใดที่คิดอยากจะเปลี่ยนแปลงให้เป็นอื่นคงต้องตระหนักและไตร่ตรองให้ดี อย่าไปบังคับหรือกระทำให้ด้อยหรือลดความสำคัญของวิถีชีวิตชุมชนชาติพันธุ์อื่นอีกเลย ถ้าเจ้าของภาษาเดิมจะเปลี่ยนแปลงก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติของเขาเองมิดีกว่าหรือ ?

 อัฮหมัด สมบูรณ์  บัวหลวง
[email protected]