ข่าว

เรือนชานบ้านเมือง-มาตรการรัดเข็มขัดแทนการกระตุ้นเศรษฐกิจ (1)

เรือนชานบ้านเมือง-มาตรการรัดเข็มขัดแทนการกระตุ้นเศรษฐกิจ (1)

16 ก.ค. 2553

ถึงแม้ว่ามีสัญญาณในเชิงบวกว่าเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นจากวิกฤติ แต่พอสิ้นไตรมาสแรกของปีนี้เท่านั้นแหละครับ จาก วิกฤติการณ์การขาดดุลของกรีซ และ สเปน รวมไปถึง โปรตุเกส ก็ทำให้ความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจโลกที่เริ่มจะฟื้นตัวนั้นชักจะไม่แน่แล้วครับ หากประคองกันไว้ไม่

ในอดีตที่ผ่านมาทุกครั้งที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก อภิมหาอำนาจเศรษฐกิจของโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นโต้โผใหญ่ต่างก็ผนึกกำลังกันอัดฉีดงบกระตุ้นเศรษฐกิจกันอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งชักชวนบรรดาชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่ให้ใช้มาตรการนี้ จนกว่าจะแน่ใจว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นเต็มตัวแล้ว ไทย ที่เป็นทั้งประเทศยากจน ก็เป็นหนึ่งในแนวร่วมกับเขาด้วย เริ่มต้นที่ รัฐบาลสมัคร กับมาตรการเพิ่มกำลังซื้อด้วยการลดค่าใช้จ่ายของประชาชน 6 มาตรการที่เป็นมรดกตกทอดมาจนถึง รัฐบาลอภิสิทธิ์ โชคดีนะครับที่บ้านเราได้รับผลกระทบจากวิกฤติ “ซับไพรม์” ไม่มากเท่าใดนัก เพราะผลกระทบที่รุนแรงกว่านั้นมาจากน้ำมือคนไทยด้วยกันเองนั่นคือ “ม็อบพันธมิตร” ยึดสนามบินและ “ม็อบเสื้อแดง” ยึดราชประสงค์

 โดยโครงสร้างแล้วเศรษฐกิจไทยพึ่งการส่งออกมากถึง 60-70% ของจีดีพี ทำให้ผู้ผลิต ไทย ได้รับผลกระทบจากความต้องการสินค้าของตลาดโลกหดตัวตามภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลก แต่เพราะสินค้าหมวดอาหารของ ไทย มีมากรายการกว่าสินค้าฟุ่มเฟือยของชาติอื่นๆ ผลกระทบจากดีมานด์ของตลาดโลกจึงมีไม่มากนัก แต่อาจเป็นเพราะเรารู้สึกไปเองว่าเดือดร้อนจากภาวะถดถอยไปกับกลุ่มผู้ส่งออก จึงต้องตามแห่กระตุ้นเศรษฐกิจไปกับเขาด้วย ทั้งๆ ที่ภาคที่เดือดร้อนกันจริงๆ คือภาคการลงทุนซึ่งมิใช่ภาคการผลิต เนื่องจากบริษัทลงทุนในตลาดทุนสหรัฐ และชาติตะวันตก รวมทั้งเพื่อนบ้านในภูมิภาคพากันถอนทุนกลับไปพยุงฐานะของบริษัทแม่ที่เจอพิษวิกฤติ “ซับไพรม์”โดยตรง เหลือไว้เคลื่อนไหวจริงๆ แค่ 30% ของเงินทุนทั้งหมด

 การใช้มาตรการลดค่าใช้จ่ายให้ผู้บริโภคของรัฐบาลมีตั้งแต่การให้เงิน 2,000 บาท ไปจนถึง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารถเมล์ รถไฟฟรี โดยหวังว่าการเพิ่มกำลังซื้อในมือผู้บริโภค ทดแทนการส่งออกที่ลดลง เป็นการแก้ปัญหาแบบเดินตามก้น สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีนโยบายการคืนเงินภาษีให้แก่ประชาชน และปลุกจิตสำนึกให้หันมาใช้สินค้าผลิตในประเทศด้วยการรณรงค์ “Buy America” แต่คนอเมริกัน พวกที่ได้เงินพากันเอาไปเก็บมากกว่าเอาไปซื้อกินซื้อใช้ คนไทยก็เช่นกันช่วงมาตรการแจกเงินของรัฐบาล ปรากฏว่าปริมาณเงินฝากธนาคารเพิ่มขึ้นมาอย่างพรวดพราด ยอดขายสินค้าโตก็แต่ตามห้างที่มีแคมเปญลดแลกแจกแถมเท่านั้น แต่ในส่วนเซ็กเตอร์อื่นๆ ที่เคยซบเซามาอย่างไร ก็ยังคงเป็นไปอย่างนั้น เงินกระตุ้นเศรษฐกิจส่วนนี้จึงกระจุกตัวอยู่แต่ในเมืองและอยู่ในธนาคาร ในส่วนภูมิภาค ทุกอย่างยังเหมือนเดิม

 ดังที่ผมได้กล่าวไปแล้วตั้งแต่ต้นครับว่า สัญญาณของเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวมีมาให้เห็นแค่ปลายปีที่แล้วกับต้นปีนี้เท่านั้น พอสิ้นไตรมาสแรก วิกฤติการณ์งบประมาณขาดดุลของกรีซ ก็ปะทุขึ้นมา เป็นผลให้บรรดา ชาติ จี 8 จี 20 ต่างก็พากันตระหนกอกสั่นไปทั่ว เพราะนึกขึ้นมาได้ว่าเหล่าบรรดาประเทศอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเหล่านี้ล้วนมีหนี้สาธารณะไม่ต่างไปจาก กรีซ ถึงขนาดที่ ญี่ปุ่น ประกาศออกมาว่าจะไม่ใช้นโยบายอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบและในภาคผู้บริโภคอีกต่อไป ซึ่งจะว่ากันตามตรงทั้ง ฝรั่งเศส อิตาลี รวมไปถึง อังกฤษ อยู่ในฐานะไม่ต่างกัน หรือแม้แต่ เยอรมนี ก็ออกอาการร้อนๆ หนาวๆ ล่าสุดก็ได้ประกาศเพดานเงินกู้ในงบประมาณรายจ่ายไว้ไม่เกิน 8 หมื่นล้านดอลลาร์ บรรดาประเทศที่อยู่ในกลุ่มสุ่มเสี่ยงที่จะล่มสลายทางเศรษฐกิจอย่าง สเปน โปรตุเกส ก็ต่างพากันตัดงบประมาณกันถ้วนหน้า นโยบายรัดเข็มขัดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลและการเพิ่มภาษีกลายเป็นนโยบายกลางของประเทศในประชาคมยุโรปกันแล้ว วันนี้ไม่มีใครพูดกันถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกันอีก 

 สัปดาห์นี้พื้นที่หมดไปต่อสัปดาห์หน้ามาดูหนังดูละครแล้วย้อนกลับมาดูตัวเอง ผมจะเปรียบเทียบ กรีซ กับ ไทย ของเรากันครับ ว่ามีส่วนเหมือนส่วนคล้ายกันอย่างไร